PSY1002 บทที่ 11 จิตวิทยาเบื้องต้น — Transcript
Full transcript
- 0:01ลองคิดดูนะครับว่าการตัดสินใจต่างๆใน
- 0:04ชีวิตเนี่ยมันมาจากตัวเราเอง 100% จริง
- 0:06เหรอวันนี้เราจะมาขายความลับของพลังที่
- 0:09ซ่อนอยู่ในจิตวิทยาสังคมครับเป็นพลังที่
- 0:12คอยชี้นำความคิดความรู้สึกและการกระทำของ
- 0:14เราในทุกๆวันโดยที่เราอาจไม่เคยรู้ตัวเลย
- 0:17ด้วยซ้ำเอาจริงๆนะครับการกระทำของเราใน
- 0:21แต่ละวันเนี่ยเราเป็นคนควบคุมมันได้ทั้ง
- 0:23หมดจริงหรือเปล่าคำตอบอาจจะทำให้หลายคน
- 0:27อึ้งไปเลยก็ได้นะคือในทางจิตวิทยาศาสตร์
- 0:29สังคมเนี่ยเขาบอกว่าจริงๆแล้วเราเหมือน
- 0:33เป็นนักแสดงครับที่กำลังถูกกำกับโดยพลัง
- 0:36บางอย่างที่มองไม่เห็นทั้งคนรอบข้างเอย
- 0:39สถานการณ์เอยและที่น่ากลัวคือบ่อยครั้ง
- 0:42เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเล่นไปตามบท
- 0:45บาทนั้นอยู่เอาล่ะงั้นเรามาเริ่มถอนรหัส
- 0:48พลังที่ว่านี้กันเลยดีกว่าครับจุดแรกที่
- 0:51เราจะไปดูกันก็คือกลไกในหัวของเราเองนี่
- 0:54แหละเราไปตัดสินคนอื่นจากอะไรกันแน่
- 0:58เรื่องนี้มีหัวใจสำคัญมันอยู่ที่สิ่งที่
- 1:00เรียกว่าทฤษฎีการอนุมานสาเหตุครับโอ้ย
- 1:03ชื่ออาจจะดูยากนะแต่พูดง่ายๆก็คือสมองของ
- 1:06เราเนี่ยทำตัวเป็นนักสืบอยู่ตลอดเวลาเลย
- 1:08ครับคือพยายามจะหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเขา
- 1:12ถึงทำแบบนั้นทำไมเรื่องนี้มันถึงเกิดขึ้น
- 1:15แล้วนักสืบในหัวเราเนี่ยนะก็จะมีผู้ต้อง
- 1:18สงสัยหลักๆอยู่ 2 กลุ่มครับกลุ่มแรกคือ
- 1:21สาเหตุภายในอย่างเช่นเพื่อนมาสายอ๋อก็เขา
- 1:25เป็นคนไม่ตรงเวลาอยู่แล้วอันนี้คือโทษที่
- 1:27นิสัยกับอีกกลุ่มคือสาเหตุภายนอกโอ๊ยรถคง
- 1:30ติดหนักน่าดูเลยอันนี้คือโทษสถานการณ์
- 1:33ซึ่งเราเนี่ยมักจะเลือกโทษอย่างใดอย่าง
- 1:35หนึ่งเสมอเลยแล้วในการตัดสินคนเนี่ยนะ
- 1:38โอ้โหความประทับใจแรกนี่ทรงพลังแบบสุดๆ
- 1:41เลยครับคือข้อมูลชิ้นแรกที่เราได้ยิน
- 1:43เกี่ยวกับใครสักคนไม่ว่าจะจริงหรือไม่
- 1:45จริงนะมันมักจะฝังหัวเรามากกว่าข้อมูล
- 1:48อื่นๆที่ตามมาทั้งหมดเลยครับสิ่งนี้แหละ
- 1:51ที่เขาเรียกว่า Primacy effect และนี่ก็
- 1:53คือเหตุผลที่ว่าทำไม 5 นาทีแรกของการ
- 1:56สัมภาษณ์งานถึงเป็นตัวตัดสินได้เลยเอาล่ะ
- 1:59ครับจากเรื่องของคนเดียวเนี่ยทีนี้เราจะ
- 2:01ขยับไปดูพลังที่มันยิ่งใหญ่กว่านั้นเยอะ
- 2:04นั่นก็คือพลังของกลุ่มครับเคยสงสัยไหม
- 2:07ครับว่าทำไมทำไมเราถึงยอมทำตามคนอื่นทั้ง
- 2:10ๆที่ในใจลึกๆเนี่ยก็รู้ว่ามันไม่ใช่
- 2:13ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการคล้อยตามครับมัน
- 2:16คือแรงกดดันแบบเงียบๆที่ทำให้เรายอม
- 2:19เปลี่ยนความคิดหรือการกระทำเพื่อให้เข้า
- 2:21กับคนส่วนใหญ่นึกภาพตามง่ายๆเลยเคยต้อง
- 2:24แกล้งหัวเราะมุกที่ไม่ตลกเลยสักนิดมั้
- 2:27ครับนั่นแหละครับพลังของมันเป็นแบบนั้น
- 2:29เลยเพื่อให้เห็นภาพพลังนี้ชัดๆนะครับต้อง
- 2:32ดูการทดลองสุดคลาสสิคของ Solomon H เลย
- 2:35ครับโจทย์เนี่ยนะดูเหมือนจะง่ายมากๆแค่
- 2:38ให้ผู้เข้าร่วมมองดูเส้นตรง 1 เส้นแล้วก็
- 2:40ตอบว่าเส้นไหนใน 3 ตัวเลือกนี้ยาวเท่ากัน
- 2:43ง่ายใช่มั้ล่ะครับเด็กประถมยังตอบได้เลย
- 2:46แต่เรื่องมันมีทวิตครับเพราะว่าคนอื่นๆใน
- 2:48ห้องน่ะเป็นหน้าม้าทั้งหมดเลยแล้วก็ถูก
- 2:51สั่งให้ตอบผิดพร้อมๆกันผลที่ออกมาน่าตกใจ
- 2:54มากครับคือมีคนปกติกว่า 1 ใน 3 ยอมไม่
- 2:57เชื่อสายตาตาตัวเองแล้วตอบผิดตามคนส่วน
- 3:00ใหญ่ไปซะอย่างนั้นแค่เพราะไม่อยากรู้สึก
- 3:02แปลกแยกออกจากกลุ่มครับจากการคล้อยตาม
- 3:04เพื่อนทีนี้เรามาดูเรื่องที่มันหนักขึ้น
- 3:07ไปอีกขั้นครับนั่นคือการเชื่อฟังผู้มี
- 3:10อำนาจจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนสั่งให้เราทำ
- 3:13ในสิ่งที่มันขัดกับมโนธรรมในใจเราอย่าง
- 3:15รุนแรงคำถามนี้นำไปสู่การทดลองที่ต้องบอก
- 3:19ว่าน่าตกใจที่สุดครั้งหนึ่งใน
- 3:22ประวัติศาสตร์จิตวิทยาเลยครับการทดลองของ
- 3:24Stanley Milgram คือผู้เข้าร่วมเนี่ย
- 3:26ถูกหลอกให้เชื่อว่าตัวเองเป็นครูแล้วก็มี
- 3:30หน้าที่ต้องช็อตไฟฟ้านักเรียนซึ่งจริงๆ
- 3:32เป็นนักแสดงนะครับทุกครั้งที่ตอบคำถามผิด
- 3:35แล้วก็ต้องเพิ่มความแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยคำ
- 3:38ถามสำคัญที่มิแกรมอยากรู้ก็คือคนธรรมดา
- 3:42ๆดาอย่างเราๆเนี่ยจะยอมทำตามคำสั่งที่มัน
- 3:45โหดร้ายได้ถึงขนาดไหนแค่เพราะว่ามีนัก
- 3:48วิทยาศาสตร์ใส่เสื้อกาวยืนคุมแล้วบอกให้
- 3:50ทำต่อไปและนี่คือผลลัพธ์ที่น่าขนลุกครับ
- 3:54อย่างที่เห็นในกราฟเลยคนธรรมดาๆดานี่แหละ
- 3:57ครับกว่า 60% ยอมกดปุ่มช็อตไฟฟ้าไปจนถึง
- 4:00ระดับที่อันตรายที่สุด 450 โวลต์เพียง
- 4:04เพราะมีคนในชุดกาวบอกว่าการทดลองบังคับ
- 4:06ให้คุณต้องทำต่อไปนี่คือพลังของการเชื่อ
- 4:09ฟังผู้มีอำนาจมันมหาศาลขนาดนี้เลยโอเค
- 4:13ครับหลังจากที่เราเห็นพลังจากข้างนอกที่
- 4:15มันส่งผลต่อเราแล้วส่วนสุดท้ายเราจะมา
- 4:18สำรวจสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเรากันบ้างครับ
- 4:21นั่นก็คือพฤติกรรม 2 ขั้วที่มันอยู่ตรง
- 4:23ข้ามกันแบบสุดๆเลยความดีกับความก้าวร้าว
- 4:272 ขั้วที่ว่าก็คือ 1 ความก้าวร้าวก็คือ
- 4:30การกระทำอะไรก็ตามที่ตั้งใจจะทำร้ายคน
- 4:33อื่นและ 2 ความเห็นแก่ผู้อื่นหรือความ
- 4:36เอื้อเฟื้อเผลอแพซึ่งก็คือการช่วยคนอื่น
- 4:38โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลยเพิ่นสงสัยไหม
- 4:41ครับว่าทำไมเวลาเกิดอุบัติเหตุหรือเรื่อง
- 4:43ฉุกเฉินบนถนนบางทีคนมุงเต็มเลยแต่กลับไม่
- 4:47มีใครเข้าไปช่วยเลยสักคนปรากฏการณ์นี้
- 4:49แหละครับที่เขาเรียกว่า by stander
- 4:52effect หรือถ้าแบบบ้านเราก็คือ
- 4:54ปรากฏการณ์ไทยมุงนั่นเองคือการที่เราจะ
- 4:56ตัดสินใจเข้าไปช่วยใครสักคนเนี่ยมันต้อง
- 4:59ผ่านหลายด่านในหัวเรานะครับเริ่มตั้งแต่
- 5:02ต้องสังเกตเห็นก่อนแล้วก็ต้องตีความว่า
- 5:05เฮ้ยนี่เรื่องฉุกเฉินจริงๆนะและด่านที่
- 5:07สำคัญที่สุดเลยก็คือต้องรู้สึกว่านี่เป็น
- 5:09ความรับผิดชอบของเราที่จะต้องเข้าไปช่วย
- 5:12แต่พอมีคนอื่นอยู่ด้วยเยอะๆนะครับกระบวน
- 5:14การนี้มันพังได้ทุกขั้นตอนเลยเพราะทุกคน
- 5:16จะคิดเหมือนกันหมดว่าเออเดี๋ก็มีคนอื่น
- 5:18ช่วยเองแหละแต่ในทางกลับกันนะครับการเข้า
- 5:22ใจพลังของสังคมพวกนี้เนี่ยก็ไม่ได้มีแต่
- 5:24ด้านลบเสมอไปเราสามารถเอามาใช้เพื่อโน้ม
- 5:28น้าวใจในทางที่ดีได้ด้วยครับหนึ่งใน
- 5:31เทคนิคที่ใช้กันเยอะและได้ผลมากก็คือ
- 5:34เทคนิคที่ชื่อว่า Fot in the door
- 5:37หลักการของมันง่ายมากๆเลยครับคือเราจะ
- 5:39เริ่มจากการขออะไรเล็กๆน้อยๆก่อนอะไรที่
- 5:42มันง่ายจนแทบไม่มีใครปฏิเสธได้อย่างเช่น
- 5:45รบกวนช่วยเซ็นชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้หน่อย
- 5:47ได้มั้ครับพอเขาตกลงปุ๊บทีนี้แหละเราค่อย
- 5:50ตามด้วยคำขอที่ใหญ่ขึ้นที่เราต้องการจริง
- 5:52ๆเช่นสนใจร่วมบริจาคเงินให้แคมเปญของเรา
- 5:54สักหน่อยมั้ครับคือการตกลงครั้งแรกเนี่ย
- 5:57มันเหมือนเป็นการเปิดประตูใจไปแล้วทำให้
- 5:59คนมีแนวโน้มจะตกลงในครั้งที่ 2 ง่ายขึ้น
- 6:02มากๆเลยครับทั้งหมดที่เล่ามานี่แหละครับ
- 6:04คือพลังที่ซ่อนอยู่ที่ทำงานอยู่รอบตัวเรา
- 6:07ตลอดเวลาคำถามคือแล้วเราจะเอาความรู้นี้
- 6:10ไปปรับใช้กับชีวิตจริงได้ยังไงมาสรุป
- 6:13ประเด็นสำคัญกันอีกทีนะครับประเด็นหลักๆ
- 6:16ที่เราได้เห็นกันไปนะครับก็คือ 1 เรา
- 6:19เนี่ยพยายามหาเหตุผลให้กับการกระทำของคน
- 6:21อื่นอยู่เสมอ 2 พลังของกลุ่มมันแรงมาก
- 6:25จริงๆแรงพอที่จะทำให้เราทำตามได้แม้จะรู้
- 6:28ว่ามันผิด 3 การเชื่อฟังผู้มีอำนาจก็
- 6:32เหมือนกันมันพาเราไปทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง
- 6:34ได้และสุดท้ายแค่การมีคนอื่นอยู่รอบๆก็
- 6:38เปลี่ยนการตัดสินใจที่จะช่วยเหลือคนอื่น
- 6:40ของเราไปได้อย่างสิ้นเชิงเลยแต่สิ่งที่
- 6:43สำคัญที่สุดที่อยากให้ได้จากเรื่องราว
- 6:44ทั้งหมดนี้ก็คือโลกสังคมเนี่ยมันเป็นพลัง
- 6:47ที่ยิ่งใหญ่และส่งผลต่อเราเสมออันนี้
- 6:50เรื่องจริงครับแต่การตระหนักรู้ถึงมันการ
- 6:53ที่เรารู้ทันมันเนี่ยแหละครับคือเกราะ
- 6:55ป้องกันชิ้นแรกที่ทำให้เรามีพลังในการ
- 6:58เลือกที่จะไม่ไหลไปตามกระแสแล้วก็ใช้
- 7:00ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นและสุดท้ายนี้อยาก
- 7:04จะฝากคำถามให้ไปลองคิดกันต่อนะครับใน
- 7:06เมื่อตอนนี้เรารู้แล้วว่ามีพลังที่ซ่อน
- 7:08อยู่เหล่านี้อยู่จริงครั้งต่อไปที่เรา
- 7:11ต้องเจอกับแรงกดดันจากกลุ่มหรือคำสั่งจาก
- 7:13ใครสักคนเราจะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง
- 7:17หรือจะเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน
- 7:25เอาล่ะครับวันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องที่
- 7:28ผมว่าน่าจะใกล้ตัวเราทุกคนมากๆเลยเคยรู้
- 7:32สึกมั้ยครับว่าทำไมเวลาอยู่คนเดียวเราถึง
- 7:36เป็นแบบหนึ่ง
- 7:37>> อื
- 7:37>> แต่พอต้องไปพรีเซนตงานหรือแบบไปเจอ
- 7:41ครอบครัวแฟนครั้งแรกเรากลับกลายเป็นอีกคน
- 7:43ไปเลย
- 7:44>> คำถามนั้นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นที่ดีมาก
- 7:46สำหรับการคุยกันวันนี้เอกสารที่ที่เราจะ
- 7:49มาเจาะลึกกันเนี่ยก็คือบทหนึ่งจากตำรา
- 7:52จิตวิทยาสังคมเลยนะคะที่เขาพยายามจะถอด
- 7:55รหัสสิ่งที่เราเรียกว่าพลังที่มองไม่เห็น
- 7:57พวกนี้แหละ
- 7:58>> โหพลังที่มองไม่เห็นฟังดูน่าสนใจมากครับ
- 8:02>> ใช่ค่ะคือเราจะมาดูกันว่ามีผู้ต้องสงสัย
- 8:05สักกี่รายที่คอยบงการพฤติกรรมเราอยู่
- 8:08เงียบๆ
- 8:09>> ฟังดูเหมือนกำลังจะเปิดแฟมป์คดีที่ซับ
- 8:11ซ้อนที่สุดเลยนะครับ
- 8:12>> ก็คือตัวเราเองนี่แหละค่ะ
- 8:14>> งั้นเรามาเริ่มจากผู้ต้องสงสัยรายแรกกัน
- 8:17เลยดีกว่าครับคือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของ
- 8:20เราเวลาที่เราพยายามจะเข้าใจคนอื่น
- 8:22>> ได้เลยค่ะเริ่มจากสถานการณ์ง่ายๆเลยนะคะ
- 8:25สมมุติว่าเพื่อนร่วมงานคนนึงส่งงานช้า
- 8:29>> อื
- 8:29>> ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวเลยคืออะไร
- 8:31อ่ะคะ
- 8:32>> โหก็คือจะแบบไม่มีวินัยเลยไม่มีความรับ
- 8:35ผิดชอบหรืออาจจะคิดไปถึงว่าขี้เกียจเลยก็
- 8:38ได้ครับ
- 8:39>> ใช่มั้คะความคิดมันมาเร็วมาก
- 8:41>> ครับเร็วมาก
- 8:43>> นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเขา
- 8:45เรียกว่าการอนุมานสาเหตุหรือ attribution
- 8:48Attribution
- 8:49>> ค่ะมันคือกระบวนการหาคำอธิบายให้การกระทำ
- 8:52ของคนอื่นแบบอัตโนมัติเลยซึ่งสิ่งที่คุณ
- 8:55เพิ่งทำไปเนี่ยเขาเรียกว่าการอนุมานจาก
- 8:58สาเหตุภายใน
- 8:59>> สาเหตุภายใน
- 9:00>> ใช่ค่ะคือเราโยนความผิดไปที่นิสัยหรือ
- 9:03บุคลิกของเขาโดยตรงเลย
- 9:05>> แต่เดี๋ยวนะครับถ้าวันต่อมาเป็นผมเองที่
- 9:08ส่งงานช้าบ้าง
- 9:09>> อ้า
- 9:10>> ผมคงไม่คิดว่าตัวเองขี้เกียจแน่ๆ
- 9:12>> แล้วจะคิดว่าอะไรคะ
- 9:13>> ผมก็จะคิดว่าโอหเมื่อคืนไฟดับงานเลยเซฟ
- 9:17ไม่ทันแถมตอนเช้ารถยังติดสาหัสอีก
- 9:20>> นั่นไงคะ
- 9:20>> คือผมโยนความผิดให้ปัจจัยภายนอกหมดเลย
- 9:23>> ถูกต้องเป๊ะเลยค่ะและนั่นคือความเอนเอียง
- 9:26พื้นฐานในการอนุมานที่เราทุกคนเป็นกัน
- 9:29>> ที่เรียกว่า Fundamental Attribution
- 9:32Error
- 9:32>> ใช่ค่ะเวลาคนอื่นทำพลาดเรามองว่าเป็นที่
- 9:35ตัวเา
- 9:36>> อื
- 9:37>> แต่พอเป็นเราทำพลาดเรื่องเดียวกันเรากลับ
- 9:40มองว่าเป็นเพราะสถานการณ์
- 9:43>> มันเป็นกลไกปกป้องตัวเองที่ส่งพลังมากเลย
- 9:46นะครับเนี่ยทรงพลังและส่งผลกระทบเยอะมาก
- 9:49ค่ะตั้งแต่เรื่องเล็กๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ
- 9:52เลย
- 9:52>> โหแค่เรื่องการให้เหตุผลก็ซับซ้อนขนาดนี้
- 9:55แล้วเรื่องความประทับใจแรกพบล่ะครับที่
- 9:59เขาว่ากันว่ามันสำคัญทั้งหนาเนี่ยมันทรง
- 10:01พลังจริงๆหรอครับ
- 10:02>> ทรงพลังกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะในทาง
- 10:05จิตวิทยาเขาจะเรียกว่าผลกระทบแรกหรือ
- 10:09Primacy effect
- 10:10>> Primacy effect
- 10:11>> ค่ะคือสมองเราเนี่ยไม่ได้ประมวลผลข้อมูล
- 10:15ทุกอย่างเท่ากันนะคะข้อมูลชิ้นแรกที่เรา
- 10:17ได้รับเกี่ยวกับใครคนหนึ่งจะกลายเป็น
- 10:20เหมือนสมอเรือ
- 10:21>> สมอเรือ
- 10:22>> ใช่ค่ะที่ตรึงการรับรู้ทั้งหมดของเราเอา
- 10:25ไว้เลยแล้วข้อมูลที่ตามมาทีหลังแม้จะขัด
- 10:29แย้งแค่ไหนก็ยากมากที่จะถอนสมอตัวนี้ขึ้น
- 10:32ไว้ได้
- 10:33>> แต่ผมก็เคยเจอนะครับคนที่แบบตอนแรกเจอ
- 10:36แล้วไม่ชอบเลยดูหยิ่ง
- 10:38>> ค่ะ
- 10:38>> แต่พอได้ทำงานด้วยกันจริงๆออกลายเป็นคน
- 10:41ตลกใจดีมากแบบนี้มันก็หมายความว่าความ
- 10:45ประทับใจแรกมันทำลายได้เหมือนกันใช่มั้
- 10:47ครับ
- 10:47>> เป็นคำถามที่ดีมากค่ะมันทำลายได้แต่ต้อง
- 10:50ใช้ข้อมูลที่หนักแน่นและสม่ำเสมอมากเมือก
- 10:54เพื่อจะหักล้างสมอที่ปักลงไปแล้วแต่กลไก
- 10:57ที่อันตรายกว่านั้นแล้วก็ทำงานคู่กันไป
- 11:00ด้วยก็คือการเหมารวมหรือสตีรโอไทpeค่ะ
- 11:03>> อ๋อสเตอไทpe
- 11:06>> มันคือทางลัดของสมองอ่ะค่ะเช่นพอเราเห็น
- 11:09คนใส่แว่นหนาๆก็คิดว่าต้องเรียนเก่งแน่
- 11:12เลย
- 11:12>> หรือเห็นคนมีรอยสักแล้วคิดว่าต้องดูก้าว
- 11:15ร้าว
- 11:15>> ใช่ค่ะซึ่งมันก็ช่วยให้เราประมวลผลโลกได้
- 11:18เร็วขึ้นแต่ก็แลกมากับความผิดพลาดและความ
- 11:21อยุติธรรมเยอะมาก
- 11:22>> พอพูดถึงเรื่องความคิดความเชื่อมันก็โยง
- 11:25มาถึงเรื่องเจตคติของเราที่เอกสารบอกว่า
- 11:28มันเปลี่ยนแปลงได้
- 11:30>> ถูกต้องค่ะ
- 11:30>> แล้วก็มีคนพยายามจะเปลี่ยนมันอยู่ตลอด
- 11:32เวลาด้วยเทคนิคต่างๆ
- 11:34>> ใช่เลยค่ะเจตติของเรามี 3 องค์ประกอบคือ
- 11:38ความรู้สึกความคิดแล้วก็แนวโน้มพฤติกรรม
- 11:41แล้วนักจิตวิทยาสังคมก็ค้นพบเทคนิคการ
- 11:44โน้มเน้าใจทิ้นหน้าทึ่งหลายอย่างเลย
- 11:47>> ในเอกสารพูดถึงเทคนิคที่เชื่อแปลกๆอยู่ 2
- 11:49อันนะครับอันแรกคือ foot in the door
- 11:53>> การเอาเท้าสอดประตู
- 11:55>> ฟังดูเหมือน sales man เลยนะครับ
- 11:56>> หลักการมันเหมือน sales man จริงๆค่ะคือ
- 11:59เริ่มด้วยคำขอเล็กๆที่แทบไม่มีใครปฏิเสธ
- 12:02>> อย่างเช่นอะไรครับ
- 12:04>> เช่นรบกวนช่วยเซ็นชื่อสนับสนุนโครงการลด
- 12:07ขยะพลาสติกหน่อยได้มั้คะ
- 12:09>> อ๋อซึ่งมันง่ายมาก
- 12:11>> ใช่ค่ะพอเราเซ็นชื่อไปแล้วสัปดาห์ต่อมาคน
- 12:14เดิมอาจจะกลับมาใหม่แล้วบอกว่าขอบคุณที่
- 12:17สนับสนุนนะคะไม่ทราบว่าจะพอช่วยบริจาค
- 12:20เงินสัก 100 บาทให้โครงการได้มั้ยคะ
- 12:23>> อ๋อเข้าใจแล้วพอเราขมัดตัวเองไปกับก้าว
- 12:28แรกแล้วการจะปฏิเสธก้าวที่ 2 มันจะรู้สึก
- 12:31ขัดแย้งกับตัวเองเลยมีแนวโน้มจะยอมทำตาม
- 12:34สูงขึ้น
- 12:35>> ถูกต้องค่ะเพราะมนุษย์เรามีความต้องการ
- 12:38ลึกๆที่จะรักษาความสอดคล้องในพฤติกรรมของ
- 12:41ตัวเองแต่เทคนิคที่ 2 จะมาแบบตรงกันข้าม
- 12:44เลยค่ะเรียกว่า Door in the face
- 12:47>> การปิดประตูใส่หน้าแค่ชื่อก็ฟังดูไม่น่า
- 12:50ทำตามเลยนะครับแต่ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ
- 12:53เลยนะคะวิธีการคือเริ่มด้วยคำขอที่ใหญ่โต
- 12:57มโหฬารจนเรารู้อยู่แก่ใจว่าต้องโดยปฏิเสธ
- 13:00แน่ๆ
- 13:01>> เช่น
- 13:02>> เช่นเดินไปขอให้เพื่อนช่วยติวหนังสือให้
- 13:05ทุกวันตลอดทั้งเทอม
- 13:06>> โใครจะไปทำให้ได้ครับ
- 13:09>> ใช่มั้ยคะเพื่อนก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว
- 13:11เพราะเขาพูดว่าไม่ไหวหรอกเราก็สวนกลับไป
- 13:13ทันทีว่างั้นแค่ช่วยติวบทนี้ให้ก่อนสอบ
- 13:17พรุ่งนี้ก็พอ
- 13:18>> เข้าใจแล้วพอเพื่อนปฏิเสธคำขอที่ใหญ่ไป
- 13:21แล้วเขาก็จะรู้สึกผิดนิดๆพอเรายื่นข้อ
- 13:24เสนอที่เล็กลงมาซึ่งเป็นสิ่งที่เรา
- 13:27ต้องการจริงๆตั้งแต่แรก
- 13:28>> ใช่ค่ะ
- 13:29>> เขาก็จะรู้สึกเหมือนว่าเรายอมถอยให้เขา
- 13:31แล้วเขาก็ควรจะยอมรับข้อเสนอของเราบ้าง
- 13:34เป็นการต่อรองทางจิตวิทยาล้วนๆเลย
- 13:37>> ถูกต้องค่ะมันคือการสร้างภาวะที่อีกฝ่าย
- 13:40รู้สึกว่าต้องตอบแทนการลดข้อเสนอของเรา
- 13:43แต่ทีเนี้ยที่เราคุยกันมาทั้งหมดนี่ยัง
- 13:45เป็นเรื่องของผู้ต้องสงสัยรายแรกนะคะ
- 13:48>> คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวเราคนเดียว
- 13:50>> ใช่ค่ะแต่การสืบสวนจะเข้มข้นขึ้นมากเมื่อ
- 13:53เราเอาคนๆนี้ไปโยนไว้ท่ามกลางฝูงชน
- 13:55>> เหมือนกับว่ากฎเกณฑ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย
- 13:57ใช่มั้ครับทันทีที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว
- 14:00>> เปลี่ยนไปหมดเลยค่ะ
- 14:01>> มันมีแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็นเข้า
- 14:03มาเกี่ยวข้องนี่คือผู้ต้องสงสัยรายที่ 2
- 14:06ของเราพลังของกลุ่มที่ผมอ่านเจอแล้วทึ่ง
- 14:10มากครับ
- 14:10>> อ๋อการทดลองเรื่องเส้นใช่มั้มั้ยคะ
- 14:12>> ใช่เลยครับเขาให้ผู้เข้าร่วมทดลองดูภาพ
- 14:15เส้นตรง 3 เส้นแล้วให้ตอบคำถามง่ายๆเลยนะ
- 14:19ว่าเส้นไหนยาวเท่ากับเส้นตัวอย่าง
- 14:22>> ค่ะ
- 14:23>> แต่คนอื่นๆในห้องอ่ะครับเป็นหน้าม้าหมด
- 14:26เลย
- 14:27>> แล้วก็จงใจตอบผิด
- 14:28>> ใช่แล้วผลก็คือผู้เข้าร่วมการทดลองจริงๆ
- 14:31เนี่ยทั้งที่ตาตัวเองก็เห็นคำตอบที่ถูก
- 14:34อยู่ท้นโท่
- 14:35>> แต่ก็เลือกตอบผิดตามคนอื่น
- 14:37>> ใช่ครับเหลือเชื่อมาก
- 14:39>> ใช่ค่ะประมาณ 1 ใน 3 ยอมตอบผิดติดตาม
- 14:42กลุ่มเพียงเพราะไม่อยากรู้สึกแปลกแยกหรือ
- 14:45อาจจะเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น
- 14:47แล้ว
- 14:47>> โห
- 14:48>> แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นที่อาร์ชค้นพบ
- 14:50ในการทดลองอีกเวอร์ชั่นนึงก็คือ
- 14:52>> มีอะไรน่าสนใจกว่านี้อีกเหรอครับ
- 14:54>> เขาลองใส่หน้าม้าเขไปอีกคนนึงค่ะแต่ให้คน
- 14:57นี้ตอบถูกสวนทางกับกลุ่มที่เหลือทั้งหมด
- 15:00>> อ๋อ
- 15:01>> แค่นั้นล่ะค่ะพลังของการคล้อยตามลดลงหั้ว
- 15:04ภาพเลย
- 15:05>> แค่มีพันธมิตรคนเดียว
- 15:07>> ใช่ค่ะแค่มีพันธมิตรเพียงคนเดียวก็สามารถ
- 15:10ทลายแรงกฎดันมหาศาลของฝูงชนได้แล้ว
- 15:14>> โหอันนี้น่าสนใจจริงๆนึกภาพออกเลยครับ
- 15:18เหมือนเวลาประชุมแล้วทุกคนเห็นด้วยกับ
- 15:20ไอเดียของเจ้านาย
- 15:21>> อื
- 15:22>> ทั้งๆที่เรารู้สึกว่ามันมีช่องโหวแต่ไม่
- 15:25มีใช้กล้าพูดเป็นคนแรก
- 15:26>> แต่ถ้ามีใครสักคนกล้าพูดขึ้นมา
- 15:29>> ความกล้าของเราก็จะเพิ่มขึ้นทันทีเลย
- 15:32>> ใช่เลยค่ะแต่เรื่องมันไม่ได้หยุดแค่การ
- 15:34คล้อยตามนะคะมันมีระดับที่เข้มข้นกว่า
- 15:37นั้นอีก
- 15:38>> การทดลองที่สะเทือนวงการที่สุดชิ้นหนึ่ง
- 15:40เลยใช่ไหมมครับ
- 15:41>> ใช่ค่ะการทดลองเรื่องการช็อตไฟฟ้าของ
- 15:44Stanลีย Milam ที่อยากจะทดสอบว่าคนธรรมดา
- 15:48จะยอมทำตามคำสั่งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัว
- 15:51เองได้ไกลแค่ไหนถ้าคำสั่งนั้นมาจากผู้มี
- 15:54อำนาจ
- 15:55>> ผมพอจำได้หลังๆครับเขาให้ผู้เข้าร่วมทด
- 15:58ลองรับบทเป็นครูแล้วสั่งให้ช็อตไฟฟ้านัก
- 16:01เรียนซึ่งจริงๆก็เป็นหน้าม้าทุกครั้งที่
- 16:04ตอบคำถามผิด
- 16:05>> โดยมีนักวิทยาศาสตร์ในชุดเกาคอยกำกับอยู่
- 16:08ข้างๆแล้วก็บอกให้ทำต่อไปเรื่อยๆแม้จะได้
- 16:12ยินเสียงร้องโหยโหจากอีกห้องหนึ่ง
- 16:14>> แล้วผลเป็นยังไงล่ะครับ
- 16:16>> ผลลัพธ์มันน่าตกใจจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ
- 16:19เพราะคนธรรมดาๆดาที่เราเจอตามท้องถนน
- 16:22เนี่ยกว่า 65% หรือเกือบ 2 ใน 3 2 ใน 3
- 16:27>> ใช่ค่ะยอมกดปุ่มช็อตไฟฟ้าไปจนถึงระดับแรง
- 16:31สุดที่ 4 ปริมาณ 150 โวลต์ซึ่งมีป้าย
- 16:34กำกับว่าอันตรายอย่างยิ่ง
- 16:36>> โอ้โห
- 16:37>> เพียงเพราะนักวิทยาศาสตร์บอกว่าการทดลอง
- 16:40นี้จำเป็นต้องให้คุณทำต่อไป
- 16:42>> หมายความว่าคนดีๆอย่างเราๆเนี่ยแหละครับ
- 16:44สามารถทำเรื่องเลวร้ายได้เพียงแค่มีคนใส่
- 16:47ชุดกาวที่ดูน่าเชื่อถือมาสั่งอย่างนั้น
- 16:49หรอครับ
- 16:49>> และนั่นคือบทเรียนที่น่าขนลุกที่สุดค่ะ
- 16:52มิแกรมไม่ได้พิสูจน์ว่าคนเราชั่วร้ายแต่
- 16:55พิสูจน์ว่าอำนาจและสถานการณ์สามารถบดขยี้
- 16:59มโนธรรมส่วนบุคคลได้อย่างง่ายดาย
- 17:01>> นี่คือเหตุผลว่าทำไมองค์กรถึงต้องมีระบบ
- 17:04ตรวจสอบและคานอำนาจ
- 17:06>> ถูกต้องค่ะเพราะการเชื่อฟังโดยไร้คำถาม
- 17:09นั้นอันตรายกว่าการไม่เชื่อฟังอย่างเทียบ
- 17:11ไม่ติดเลย
- 17:12>> นอกจากนี้ในเอกสารยังพูดถึงปรากฏการณ์
- 17:14อื่นๆในกลุ่มอีกนะครับเช่นการอู้งานใน
- 17:17กลุ่ม Social Loing
- 17:19>> อ๋อค่ะ
- 17:21>> เรื่องนี้ผมนี่เจอกับตัวเองสมัยเรียนเลย
- 17:23ครับทำรายงานกลุ่ม 5 คนแต่รู้สึกเหมือนทำ
- 17:26อยู่ 2 คน
- 17:27>> เพราะความรับผิดชอบมันถูกหารออกไปใช่ไหม
- 17:30คะแต่ละคนเลยรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายาม
- 17:32เต็มที่ก็ได้
- 17:33>> ใช่เลยครับหรือปรากฏการณ์ที่อันตรายกว่า
- 17:36อย่างความคิดกลุ่มหรือ group Think
- 17:39>> Group Think
- 17:40>> ค่ะ
- 17:41>> ที่ทุกคนในทีมพยายามจะรักษาความสามัคคีจน
- 17:44ไม่มีใครกล้าทักท้วงความคิดที่ผิดพลาดจน
- 17:47นำไปสู่หายนะได้และอีกแนวคิดที่สำคัญมาก
- 17:50ที่เกิดขึ้นในกลุ่มคือภาวะสิ้นไร้ตัวตน
- 17:53หรือ individuation
- 17:55>> ภาวะสิ้นไร้ตัวตนมันคืออะไรครับ
- 17:58>> มันคือการที่คนเรารู้สึกสูญเสียความเป็น
- 18:01ตัวเองและความรับผิดชอบชั่วดีไปค่ะเมื่อ
- 18:03ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนที่ไม่
- 18:05เปิดเผยตัวตน
- 18:07>> อ๋อ
- 18:08>> เช่นกลุ่มคนที่ใส่หน้ากากประท้วงหรือแม้
- 18:10กระทั่งกลุ่มคนในอินเทอร์เน็ตที่ใช้นาม
- 18:12แฝง
- 18:13>> เข้าใจแล้วครับพอเราไม่ต้องรับผิดชอบใน
- 18:15ฐานะนายกแต่เป็นแค่หนึ่งในฝูงชนเราก็ทำ
- 18:19อะไรที่รุนแรงขึ้นได้ทีนี้มาถึงผู้ต้อง
- 18:22สงสัยรายสุดท้ายกันครับสถานการณ์มันจะ
- 18:26พลิกพฤติกรรมเราไปสู่ขั้วตรงข้ามอย่าง
- 18:29ความก้าวร้าวหรือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
- 18:31ได้อย่างไร
- 18:32>> ค่ะในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเราจะเห็น
- 18:35พฤติกรรม 2 ขั้วนี้ชัดเจนมากคือ
- 18:38aggression และ aluism ซึ่งก็มีทฤษฎี
- 18:41อธิบายหลากหลายนะคะเช่นบางทฤษฎีเชื่อว่า
- 18:44ความก้าวร้าวเกิดจากความคับข้องใจ
- 18:47>> Frustration aggression hypothesis
- 18:49>> ใช่ค่ะคือเมื่อเราถูกขัดขวางไม่ให้ไปถึง
- 18:52เป้าหมายเราก็จะระเบิดความก้าวร้าวออกมา
- 18:54>> เหมือนเวลาที่เราพยายามจะรีบไปสนามบินแต่
- 18:57เจอคนขับรถปาดหน้า
- 18:59>> อื
- 18:59>> เราก็อาจจะบีบแต้ด่าทั้งที่ปกติเราไม่ใช่
- 19:02คนแบบนั้น
- 19:03>> ใช่เลยค่ะสถานการณ์มันกระตุ้นออกมาในทาง
- 19:07กลับกันความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือ all
- 19:09truism ก็มีคำอธิบายว่าเกิดจากความเห็น
- 19:11อกเห็นใจแต่มันมีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสน
- 19:15ใจและส่วนทางกับสัญชาตญาณเราอย่างสิ้น
- 19:17เชิง
- 19:18>> ก็คือปรากฏการณ์ไทยมุงหรือ The B
- 19:20Stander effect ใช่ไหมครับ
- 19:22>> ใช่เลยค่ะ
- 19:23>> ผมอยากให้ลองนึกภาพตามนะครับสมมุติมีคน
- 19:26เป็นลมล้มลงบนทางเท้า
- 19:28>> ค่ะ
- 19:28>> ระหว่างสถานการณ์ A ที่มีคุณเห็นเหตุ
- 19:31การณ์แค่คนเดียวกับสถานการณ์ B ที่มีคน
- 19:34มุงดูอยู่แล้ว 20 คน
- 19:36>> อือื
- 19:37>> คุณคิดว่าสถานการณ์ไหนที่คนป่วยคนนั้นจะ
- 19:39ได้รับความช่วยเหลือเร็วกว่ากันครับ
- 19:41>> ถ้าตามสัญชาตญาณนะคะก็ต้องเป็นสถานการณ์ B
- 19:44สิคะคนเยอะกว่าก็น่าจะมีคนช่วยเยอะกว่า
- 19:48>> ใช่มั้ครับผมก็คิดแบบนั้นแต่คำตอบจากการ
- 19:51วิจัยกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงครับ
- 19:54>> อ้าล่ะคะ
- 19:55>> สถานการณ์ A ที่มีคนเห็นแค่คนเดียวมี
- 19:58โอกาสได้รับความช่วยเหลือสูงและเร็วกว่า
- 20:00มาก
- 20:00>> ทำไมล่ะคะ
- 20:01>> ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ
- 20:02>> อ๋อเพราะเมื่อมีคนเห็นเหตุการณ์เยอะๆจะ
- 20:06เกิดสิ่งที่เรียกว่าการกระจายความรับผิด
- 20:09ชอบหรือ diffusion of responsibility
- 20:11ค่ะ
- 20:12>> การกระจายความรับผิดชอบ
- 20:13>> ใช่ค่ะในสถานการณ์ B ที่มีคน 20 คนทุกคน
- 20:17จะคิดในใจเหมือนๆกันว่าเดี๋ยวคงมีคนอื่น
- 20:19เข้าไปช่วยเองแหละ
- 20:20>> คนเยอะขนาดนี้เดี๋ยวต้องมีใครสักคนโทร
- 20:22เรียกรถพยาบาลแล้ว
- 20:24>> ใช่ค่ะแล้วสุดท้ายก็ไม่มีใครทำอะไรเลย
- 20:27>> เพราะแต่ละคนรู้สึกว่าความรับผิดชอบของ
- 20:30ตัวเองถูกหาร 20
- 20:32>> ถูกต้องค่ะ
- 20:33>> น่าทึ่งมากการมีคนอยู่เยอะกับทำให้ความ
- 20:36รับผิดชอบของแต่ละคนลดลงไม่ใช่เพิ่มขึ้น
- 20:40>> มันสวนทางกับความรู้สึกอย่างสิ้นเชิงเลย
- 20:42ค่ะ
- 20:42>> ครับ
- 20:43>> และนี่คือพลังของสถานการณ์ที่ทรงพลังมาก
- 20:46ที่อธิบายเหตุการณ์น่าสลดใจหลายครั้งที่
- 20:48เกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชนได้เป็นอย่างดีเลย
- 20:51>> การสืบสวนของเราวันนี้เข้มข้นมากครับเรา
- 20:54ได้เห็นแฟ้มคดีของผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 ราย
- 20:57ตั้งแต่อคติในหัวเราที่คอยตัดสินคนอื่น
- 21:00พลังของกลุ่มที่ทำให้เราคล้อยตามไปจนถึง
- 21:03สถานการณ์ที่ทำให้เราเมินเฉย
- 21:05ประเด็นสำคัญที่แฟมป์คดีนี้บอกเราก็คือ
- 21:08พฤติกรรมของเราไม่ใช่ผลลัพธ์จากบุคลิกของ
- 21:11เราอย่างเดียวนะคะ
- 21:12>> แต่มันเป็นผลลัพธ์จากการปะทะกันที่ซับ
- 21:14ซ้อนระหว่างตัวเรากับโลกภายนอกตลอดเวลา
- 21:17>> การเข้าใจกลไกเหล่านี้ไม่ใช่การหาข้อแก้
- 21:20ตัวให้พฤติกรรมแย่ๆ
- 21:22>> แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้ค่ะ
- 21:24>> ถูกต้องเลยครับการตระหนักถึงพลังที่มอง
- 21:27ไม่เห็นหลังนี้จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง
- 21:30และคนอื่นได้ดีขึ้นและที่สำคัญคืออาจช่วย
- 21:33ให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆอย่างมีสติและ
- 21:37เท่าทันอิทธิพลเหล่านั้นมากขึ้น
- 21:39>> ใช่ค่ะ
- 21:40>> อาจจะทำให้เราเป็นคนแรกที่กล้าคู่ในที่
- 21:43ประชุมหรือเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปช่วยคน
- 21:45ล้มแทนที่จะรอให้คนอื่นทำ
- 21:48>> และเมื่อสักครู่เราได้พูดถึงแนวคิดภาวะ
- 21:51สิ้นไร้ตัวตนหรือ individualization น่ะ
- 21:54ค่ะ
- 21:54>> ครับ individualization
- 21:56>> ที่เกิดขึ้นเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของฝูง
- 21:58ชนนิรนามดิฉันเลยอยากจะทิ้งใช้การสืบสวน
- 22:01ของเราในวันนี้ด้วยคำถามชวนคิดให้ไปขบคิด
- 22:03กันต่อนะคะ
- 22:04>> ครับ
- 22:05>> ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสังคม
- 22:07ออนไลน์ซึ่งเราสามารถแสดงตัวตนแบบนิรนาม
- 22:10หรือเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนดิจิตัลได้
- 22:12อย่างง่ายดาย
- 22:13>> โอ้โหอันนี้น่าคิดมาก
- 22:15>> หลักการสิ้นไร้ตัวตนนี้กำลังส่งผลต่อการ
- 22:18สนทนาและความขัดแย้งในสังคมเราในรูปแบบ
- 22:21ที่เราไม่เคยเจอมาก่อนได้อย่างไร
- 22:23>> การที่เราไม่ต้องเห็นหน้าคู่สนทนาไม่ต้อง
- 22:26รับผิดชอบในชื่อจริงของเรากำลังทำให้เรา
- 22:28สูญเสียความเป็นตัวเองและปวดบ่อยด้านมืด
- 22:31ที่เราจะไม่ทำในโลกแห่งความเป็นจริงออกมา
- 22:34โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ครับ
- 22:35>> นั่นแหละค่ะเป็นคำถามที่น่าคิดมากๆเลย
- 22:41>> แม่ฝึกหัดถามตอบบทที่ 11 พฤติกรรมทาง
- 22:44สังคมหรือ Social Behavior
- 22:48คำถามที่ 1 พฤติกรรมทางสังคมหรือ Social
- 22:52Behavior ตามที่ระบุในบทนี้หมายถึงอะไร
- 22:56คำตอบที่ 1 พฤติกรรมทางสังคมหมายถึง
- 23:01พฤติกรรมทุกด้านของบุคคลที่แสดงต่อกันใน
- 23:04สังคมประกอบด้วยความคิดความรู้สึกและการ
- 23:09แสดงออกของบุคคลที่มีต่อบุคคลอื่นหรือ
- 23:13พฤติกรรมของบุคคลอื่นที่มีอิทธิพลต่อตนคำ
- 23:17ถามที่ 2 ความคิดทางสังคมหรือ Social
- 23:21Thinking คืออะไรคำตอบที่ 2 ความคิดทาง
- 23:26สังคมคือพฤติกรรมที่บุคคลคิดเกี่ยวกับตน
- 23:30เองและผู้อื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมาน
- 23:33สาเหตุพฤติกรรมการรับรู้ทางสังคมและ
- 23:37เจตคติ
- 23:39คำถามที่ 3 การอนุมานสาเหตุพฤติกรรมหรือ
- 23:43attribution หมายถึงกระบวนการใดคำตอบที่
- 23:483 การอนุมานสาเหตุพฤติกรรมคือกระบวนการ
- 23:52ที่บุคคลรับรู้พยายามอธิบายสาเหตุหรือผล
- 23:56ที่เชื่อว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งอาจมี
- 23:59หลายสาเหตุบางอย่างเป็นคำอธิบาย
- 24:03คำถามที่ 4 การอนุมานสาเหตุที่เกี่ยวข้อง
- 24:07กับปัจจัยภายนอกบุคคลเช่นโชคสภาพแวดล้อม
- 24:12หรือความยากง่ายของงานเรียกว่าสาเหตุ
- 24:15ประเภทใดคำตอบที่ 4 สาเหตุภายนอกหรือ
- 24:20external attributes หมายถึงสาเหตุที่
- 24:24เกิดขึ้นจากผู้อื่นสถานการณ์หรือสิ่งแวด
- 24:27ล้อมคำถามที่ 5 ความผิดพลาดในการอนุมาน
- 24:32สาเหตุพฤติกรรมที่ผู้สังเกตให้น้ำหนักแก่
- 24:36สาเหตุภายในของผู้กระทำมากเกินไปเรียกว่า
- 24:40อะไรคำตอบที่ 5 ความผิดพลาดพื้นฐานหรือ
- 24:45Fundamental Attribution error คือการ
- 24:49ที่ผู้สังเกตอธิบายพฤติกรรมของผู้กระทำ
- 24:52โดยให้ความสำคัญกับสาเหตุภายในของผู้
- 24:55กระทำมากเกินไปและให้ความสำคัญกับ
- 24:58สถานการณ์ภายนอกน้อยเกินไปคำถามที่ 6 การ
- 25:03รับรู้ทางสังคมหรือ social perception
- 25:06หมายถึงอะไรคำตอบที่ 6 การรับรู้ทางสังคม
- 25:12หมายถึงการรับรู้พฤติกรรมและความรู้สึก
- 25:15ของตนเองและผู้อื่นซึ่งจะช่วยให้บุคคลมี
- 25:18การรับรู้และตัดสินใจในการแปลความหมายของ
- 25:22การกระทำต่างๆคำถามที่ 7 ปรากฏการณ์ที่
- 25:26ข้อมูลที่ได้รับรู้ในระยะแรกมักจะถูกจดจำ
- 25:30และตัดตัดสินเป็นจริงได้ดีกว่าข้อมูลที่
- 25:33ได้รับในระยะต่อมาเรียกว่าอะไรคำตอบที่ 7
- 25:38ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าผลแรกเริ่มหรือ
- 25:42primy effect หรือความประทับใจแรกคำถาม
- 25:46ที่ 8 กระบวนการที่บุคคลประเมินความคิด
- 25:50ความรู้สึกพฤติกรรมและความสามารถของตนเอง
- 25:54โดยเปรียบเทียบกับผู้อื่นที่ปฏิสัมพันธ์
- 25:57ด้วยเรียกว่าอะไรคำตอบที่ 8 กระบวนการนี้
- 26:02เรียกว่าการเปรียบเทียบทางสังคม
- 26:06คำถามที่ 9 องค์ประกอบของเจตคติที่หมาย
- 26:10ถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ทั้งทางบวกและลบ
- 26:13ต่อสิ่งต่างๆคืออะไรคำตอบที่ 9 องค์
- 26:18ประกอบดังกล่าวคือองค์ประกอบทางความรู้
- 26:21สึกหรืออารมณ์
- 26:23คำถามที่ 10 กลยุทธ์การเปลี่ยนเจตคติที่
- 26:27ผู้เสนอจะเสนอข้อเรียกร้องที่สูงเกินเกิน
- 26:30ไปตั้งแต่แรกเพื่อให้ผู้รับศาลปฏิเสธแล้ว
- 26:34ตามด้วยการเสนอข้อเรียกร้องที่ต้องการ
- 26:36จริงๆในภายหลังเรียกว่าอะไรคำตอบที่ 10
- 26:41กลยุทธ์นี้เรียกว่ากลยุทธ์การขอร้องที่มา
- 26:45ก่อนแล้วถอยหลังหรือ The Face Strategy
- 26:50คำถามที่ 11 คุณสมบัติของผู้เสนอสารหรือ
- 26:54แหล่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยน
- 26:57เจตคติควรมีลักษณะสำคัญใดบ้างคำตอบที่ 11
- 27:02ผู้เสนอสารควรมีคุณสมบัติที่แสดงถึงความ
- 27:06รู้ความสามารถความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ
- 27:10มีความน่าเชื่อถือมีความดิงดูดใจและมี
- 27:14ความคล้ายคลึงหรือลักษณะเหมือนผู้รับศาล
- 27:18ส่วนที่ 3 อิทธิพลทางสังคมหรือ social
- 27:22influence ประกอบด้วย 10 ข้อคำถามที่ 12
- 27:27การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลคนให้สอด
- 27:30คล้องหรือตรงกับพฤติกรรมที่เป็นมาตรฐาน
- 27:33ของกลุ่มเรียกว่าพฤติกรรมใดคำตอบที่ 12
- 27:38พฤติกรรมนี้เรียกว่าการคล้อยตามหรือ
- 27:42conformity
- 27:44คำถามที่ 13 อิทธิพลที่ทำให้บุคคลคล้อย
- 27:48ตามกลุ่มเพราะเชื่อว่าข้อมูลที่ได้จาก
- 27:51กลุ่มเป็นข้อมูลที่แสดงความจริงเรียกว่า
- 27:54อะไรคำตอบที่ 13 อิทธิพลนี้เรียกว่า
- 27:59อิทธิพลของข้อมูลจากสังคมหรือ Social
- 28:03Information Influence
- 28:05คำถามที่ 14 การยินยอมทำตามคำสั่งของผู้
- 28:09มีอำนาจโดยมีลักษณะเป็นการแสดงพฤติกรรม
- 28:13ก้าวร้าวรุนแรงเช่นเหตุการณ์การทำโทษด้วย
- 28:16การช็อตไฟฟ้าเรียกว่าอะไรคำตอบที่ 14
- 28:21พฤติกรรมนี้เรียกว่าการเชื่อฟังหรือ
- 28:25obedience
- 28:27คำถามที่ 15 ในโครงสร้างของกลุ่มองค์
- 28:31ประกอบที่กำหนดพฤติกรรมหรือแนวทางในการ
- 28:34ปฏิบัติในกลุ่มเช่นการแต่งกายหรือการวาง
- 28:39ระเบียบในสังคมเรียกว่าองค์ประกอบใดคำตอบ
- 28:43ที่ 15 องค์ประกอบนี้เรียกว่าบรรทัดฐาน
- 28:47ทางสังคมหรือ Social Norms
- 28:52คำถามที่ 16 โครงสร้างของกลุ่มที่เกิด
- 28:55ขึ้นโดยมีบุคคลเป็นสมาชิกและมีการทำหน้า
- 28:59ที่ตามตำแหน่งที่บุคคลนั้นมีอยู่เช่นพ่อ
- 29:02แม่ลูกปู่ย่าคือโครงสร้างของกลุ่มใดคำตอบ
- 29:07ที่ 16 โครงสร้างนี้คือโครงสร้างของกลุ่ม
- 29:11แบบของบุคคลในครอบครัว
- 29:14คำถามที่ 17 ปรากฏการณ์ที่บุคคลแสดง
- 29:17พฤติกรรมได้ดีขึ้นหรือแสดงความสามารถได้
- 29:20มากขึ้นเมื่อมีผู้อื่นอยู่ด้วยโดยเฉพาะใน
- 29:23งานที่ถนัดอยู่แล้วเรียกว่าไรคำตอบที่ 17
- 29:28ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการหนุนทางสังคม
- 29:32social facilitation
- 29:35คำถามที่ 18 ปรากฏการณ์ที่บุคคลใช้ความ
- 29:38พยายามน้อยลงในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
- 29:41เพราะเชื่อว่าความรับผิดชอบจะถูกแบ่งปัน
- 29:45เรียกว่าอะไรคำตอบที่ 18 ปรากฏการณ์นี้
- 29:49เรียกว่าการอ่อนแรงทางสังคม Social
- 29:53Lofing คำถามที่ 19 รูปแบบการตัดสินใจ
- 29:57ของกลุ่มที่สมาชิกมีความเห็นเป็นเอกฉัน
- 30:00เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยละเลยการ
- 30:03พิจารณาทางเลือกอื่นที่ดีที่สุดเรียกว่า
- 30:06อะไรคำตอบที่ 19 รูปแบบนี้เรียกว่าความ
- 30:11คิดของกลุ่มคำถามที่ 20 เมื่อกลุ่มมีการ
- 30:16อภิปรายร่วมกันจะมีแนวโน้มตัดสินใจที่
- 30:19หนักแน่นหรือสุดขั้วมากกว่าการตัดสินใจ
- 30:22ของบุคคลเดียวเรียกว่าพฤติกรรมใด
- 30:25คำตอบที่ 20 พฤติกรรมนี้เรียกว่าความสุด
- 30:29ขั้วของกลุ่มหรือกรุ๊ป Polarization
- 30:33คำถามที่ 21 แนวคิดภาวะผู้นำที่เชื่อว่า
- 30:38ผู้นำมีคุณลักษณะพิเศษที่เหมาะสมติดตัวมา
- 30:41แต่กำเนิดเช่นมีความรอบรู้กล้าตัดสินใจ
- 30:45และมีพลังอำนาจเหนือผู้อื่นเรียกว่าแนว
- 30:48คิดอะไรคำตอบที่ 21 แนวคิดนี้เรียกว่าแนว
- 30:53คิดด้านคุณลักษณะ
- 30:55The Great Person theory
- 30:57คำถามที่ 22 ความก้าวร้าว Aggression
- 31:01หมายถึงการกระทำที่มีเจตนาอย่างไรคำตอบ
- 31:05ที่ 22 ความก้าวร้าวหมายถึงการกระทำที่
- 31:09บุคคลตั้งใจที่จะทำร้ายผู้อื่นซึ่ง
- 31:13ต้องการให้เกิดความเสียหายทางกายหรือทาง
- 31:15วาจาคำถามที่ 23 ปัจจัยทางชีววิทยาที่
- 31:20เชื่อว่าความก้าวร้าวเกิดขึ้นจาก
- 31:22สัญชาตญาณแห่งการทำลายเพื่อไม่ให้ตัวเอง
- 31:25อยู่รอดได้คือแนวคิดของนักจิตวิทยาใดคำ
- 31:29ตอบที่ 23 คือแนวคิดด้านสัญชาตญาณความ
- 31:33ก้าวร้าวคำถามที่ 24 ปัจจัยทางจิตวิทยา
- 31:37ที่ระบุว่าความก้าวร้าวอาจเกิดจากความคับ
- 31:41ค้องใจหรือสถานการณ์ที่น่ารำคาญซึ่งขัด
- 31:44ขวางไม่ให้บุคคลบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
- 31:47คือเรื่องใดคำตอบที่ 24 คือความคับค้องใจ
- 31:51และสถานการณ์ที่น่ารำคาญ
- 31:54Frustrating and Aversive
- 31:55Circumstances
- 31:58คำถามที่ 25 พฤติกรรมก้าวร้าวที่สามารถ
- 32:01ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้จัดเป็นปัจจัยด้าน
- 32:04ใดคำตอบที่ 25 จัดเป็นปัจจัยทางชีววิทยา
- 32:09ในด้านแนวคิดด้านพันธุกรรม Genetic Basis
- 32:13คำถามที่ 26 ความเอื้อเฟื้อ Aurism หมาย
- 32:17ถึงการกระทำแบบใดคำตอบที่ 26 ความ
- 32:21เอื้อเฟื้อหมายถึงการกระทำที่แสดงความมี
- 32:24น้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นโดยเห็นแก่ประโยชน์
- 32:28ของผู้อื่นเป็นสำคัญโดยไม่หวังผลตอบแทนคำ
- 32:32ถามที่ 27 เหตุการณ์ใดที่แสดงถึงความ
- 32:34เอื้อเฟื้อที่เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์
- 32:37ฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉินคำตอบที่ 27 ความ
- 32:41เอื้อเฟื้อสามารถเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์
- 32:44ฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉินเช่นการช่วยเหลือ
- 32:48บุคคลที่ประสบอุบัติเหตุหรือช่วยคนข้าม
- 32:51ถนน
- 32:52คำถามที่ 28 ผลกระทบของผู้ยืนดู The
- 32:56Bystander effect เป็นปรากฏการณ์ที่
- 32:59เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมใดคำตอบที่ 28 ผล
- 33:03กระทบของผู้ยืนดูเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยว
- 33:05ข้องกับพฤติกรรมความเอื้อเฟื้อโดยระบุว่า
- 33:08ความเอื้อเฟื้อจะลดน้อยลงเมื่อมีผู้ยืนดู
- 33:11ในสถานการณ์ฉุกเฉินจำนวนมากคำถามที่ 30
- 33:16สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการสร้างความประทับ
- 33:19ใจที่ดีต่อผู้อื่นเมื่อแรกพบควรเริ่มต้น
- 33:22ที่เรื่องใดคำตอบที่ 30 ควรเริ่มต้นจาก
- 33:26การแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อยถูกสุขลักษณะ
- 33:29การใช้ภาษาที่สุภาพเหมาะสมรวมถึงการแสดง
- 33:33ความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีต่อ
- 33:35บุคคลอื่นคำถามที่ 31 การลดความก้าวร้าว
- 33:40ในเด็กตามแนวทางการประยุกต์ความรู้ควรทำ
- 33:43อย่างไรเพื่อส่งเสริมความเข้าใจผู้อื่นคำ
- 33:46ตอบที่ 31 ควรสอนให้เด็กให้ความสนใจผู้
- 33:49อื่นและสอนให้เด็กรู้จักความรู้สึกของผู้
- 33:52อื่น Empathy เพื่อช่วยให้พวกเขามีความ
- 33:55เห็นอกเห็นใจผู้
About this transcript
This page contains the full transcript of PSY1002 บทที่ 11 จิตวิทยาเบื้องต้น by Aek 8 Egg ตื่นมาอ่านหนังสือ, generated from the public captions YouTube serves with the video. The transcript has 1,206 words across 733 segments, with the original timestamps preserved so you can click any line to jump to that moment in the embedded player.
What you can do with it
Use the transcript to take notes, quote the speaker, build a study guide, generate a summary with ChatGPT or Claude via the YouTube Summary tool, or export it as a timed subtitle file with YouTube to SRT. You can also re-open it in the transcriber to choose a caption track available on the video.
Free YouTube transcript tool
YouTube2Text is a free YouTube transcript generator — no signup, no daily limit. Paste any YouTube link and get the full transcript instantly, with timestamps, click-to-jump, caption language selection, AI prompts for ChatGPT, Claude, and Gemini, and exports to TXT, SRT, VTT, or Markdown.