YouTube2Text

BioCast ep.14 การสังเคราะห์ด้วยแสง (เต็มบท) — Transcript

by Bio Yab - ชีววิทยา หยาบๆ · 1,129 words · 660 segments · language en · Watch on YouTube

Full transcript

  1. 0:00ก่อนอื่นนะครับอย่าลืมที่จะกดไลค์ให้กับ
  2. 0:02วีดีโอนี้นะครับและถ้าเกิดว่าใครเป็นผู้
  3. 0:04ฟังหน้าใหม่ก็กด Subscribe ให้ช่องนี้
  4. 0:06ด้วยนะครับับๆ
  5. 0:15[เพลง]
  6. 0:16สวัสดีครับยินดีต้อนรับเข้าสู่Biโocสนะ
  7. 0:18ครับ
  8. 0:20เป็นพcสชีววิทยาที่เราจะมาเล่าเนื้อหา
  9. 0:24ชีววิทยากันทั้งหมดเลยนะครับสำหรับใน EP
  10. 0:29นี้นะครับเป็น EP ที่ 14 เราจะมาคุยกัน
  11. 0:33เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงกันนะครับซึ่ง
  12. 0:37เรื่องพืชนี้เราไม่เคยแตะเลยนะฮะพอมาแตะ
  13. 0:41ทีก็เอาเป็นบทที่มันยากเลยนะแต่ก่อนที่จะ
  14. 0:45ไปเริ่มนะครับก็รบกวนกดไลก์วีดีโอให้ด้วย
  15. 0:49นะครับส่วนผู้ฟังหน้าใหม่ก็อย่าลืมที่จะ
  16. 0:52กด Subscribe ให้กับช่องไบโอหยาบของเรานะ
  17. 0:55ครับเพื่อเป็นกำลังใจในการผลิตคทentทาง
  18. 0:58การศึกษาแบบนี้นะครับผมโอเคครับเมื่อ
  19. 1:02พร้อมกันแล้วเดี๋ยวเราเข้าเนื้อหากันเลย
  20. 1:03นะครับกับการสังเคราะห์ด้วยแสง
  21. 1:07เปิดมาคำถามแรกก็คือการสังเคราะห์ด้วยแสง
  22. 1:10เนี่ยคืออะไรแหมมันเหมือนเป็นธรรมเนียม
  23. 1:13ของช่องเราเลยนะครับว่าเปิดเรื่องขึ้นมา
  24. 1:16เนี่ยเราต้องตั้งคำถามก่อนนะฮะคือมันจะมี
  25. 1:20คำอยู่ 2 คำนะครับซึ่งก็หลายๆคนก็ใช้ปะปน
  26. 1:24กันไปนะครับแต่จริงๆแล้วความหมายมันจะ
  27. 1:26ต่างกันคำแรกคือคำว่าการสังเคราะห์แสงกับ
  28. 1:32อีกคำนึงคือคำว่าการสังเคราะห์ด้วยแสงฟัง
  29. 1:35เผลเนี่ยมันเหมือนจะเหมือนกันนะครับคำ 2
  30. 1:37คำนี้แต่เอาจริงๆแล้วมันค่อนข้างที่จะ
  31. 1:40ต่างกันนะครับเพราะคำว่าสังเคราะห์เนี่ย
  32. 1:43มันก็คือการสร้างสิ่งๆนั้นขึ้นมาใช่มั้ย
  33. 1:46ทีนี้ถ้าเกิดว่าเราจะบอกว่าพืชมัน
  34. 1:48สังเคราะห์แสงเนี่ยมันก็เหมือนกับว่าพืช
  35. 1:51เ่ะมันสร้างแสงขึ้นมาได้นะครับแต่จริงๆ
  36. 1:54แล้วไม่ใช่นะครับเรามองไปที่ต้นไม้ในตอน
  37. 1:57กลางคืนมันก็ไม่เห็นจะมีแสงวิบวับๆวับออก
  38. 2:00มาเลยนะครับเพราะฉะนั้นที่ถูกต้องจริงๆ
  39. 2:02มันก็ต้องเป็นคำว่าสังเคราะห์ด้วยแสงนั่น
  40. 2:05ก็คือการใช้พลังงานจากแสงเนี่ยมา
  41. 2:07สังเคราะห์อะไรบางอย่างณที่นี้ก็คืออาหาร
  42. 2:10ของพืชหรือว่าน้ำตาลนั่นเองแต่เอาเถอะ
  43. 2:13ครับไม่ว่าจะเป็นคำว่าสังเคราะห์แสงหรือ
  44. 2:15คำว่าสังเคราะห์ด้วยแสงเนี่ยก็อย่าไป
  45. 2:16ซีเรียสกับมันเลยนะครับเพราะสุดท้ายแล้ว
  46. 2:19ต่อให้ความหมายมันจะต่างกันแต่ common
  47. 2:22sense ของเราเนี่ยมันเข้าใจตรงกันนะครับ
  48. 2:25ทีนี้คำว่าสังเคราะห์ด้วยแสงเนี่ยมันก็
  49. 2:28คือกระบวนการที่พืชเนี่ยมันใช้พลังงานจาก
  50. 2:31แสงเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทางเคมีนะครับ
  51. 2:34โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำที่
  52. 2:38พืชใช้รากดูดเข้ามาเนี่ยนะฮะเป็นวัตถุดิบ
  53. 2:42เพื่อสร้างสารอินทรีย์ขึ้นมาอย่างเช่นน้ำ
  54. 2:45ตาลกลูโคสและผลพลอยได้ที่ได้ตามมาอีก
  55. 2:49อย่างนึงก็คือแก๊สออกซิเจนซึ่งไอ้แก๊ส
  56. 2:52ออกซิเจนที่อยู่ในอากาศที่เราหายใจกัน
  57. 2:55อยู่เนี่ยมันก็ได้จากกระบวนส่วนการ
  58. 2:57สังเคราะห์ด้วยแสงของพืชนั่นเองนะครับ
  59. 3:01ซึ่งออร์แกเนลที่ทำหน้าที่ในการ
  60. 3:04สังเคราะห์ด้วยแสงของพืชก็คือคลอโรพลาสนะ
  61. 3:07ฮะ
  62. 3:09โดยไอ้คลอโรพลาสเนี่ยมันจะเป็นออร์แกเนล
  63. 3:12ที่มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้นโดยภายในเนี่ยมันจะ
  64. 3:15มีของเหลวที่เรียกว่านะครับซึ่งคำๆนี้มี
  65. 3:20ตัว R ด้วยนะถ้าเกิดเป็นสโตรAที่ไม่มีตัว
  66. 3:22R จะหมายความว่าเป็นปากใบนะครับแล้วก็มี
  67. 3:26โครงสร้างที่เรียกเรียกว่าไทราคอยนะครับ
  68. 3:28ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงแบนๆหรือจะมองว่ามัน
  69. 3:32เป็นเหมือนเหรียญ 10 ก็ได้นะครับซึ่งที่
  70. 3:35เยื่อหุ้มของมันเนี่ยจะมีสารสีเช่นพวก
  71. 3:38คลอโรฟิลอยู่บริเวณเยื่อหุ้มนะฮะต้องเข้า
  72. 3:42ใจอย่างนี้นะครับว่าคลอโรพลาสเนี่ยเป็น
  73. 3:44ออร์แรนลส่วนคลอโรฟิลเนี่ยก็จะเป็นสารสี
  74. 3:47ที่อยู่ในคลอโรพลาสอีกทีนึงนะครับโดย
  75. 3:51ไทราคอยเนี่ยถ้าเกิดว่ามันเรียงซ้อนกัน
  76. 3:53หลายแผ่นเนี่ยลักษณะก็คือจะเป็นกองตั้ง
  77. 3:56ขึ้นด้านบนนะฮะเราจะเรียกไอ้ไทราคอยที่มา
  78. 4:00กองกันเป็นก้อนๆเนี่ยเรียกว่ากราุก็จะ
  79. 4:03เรียงเป็นเหมือนลักษณะเป็นคอนโดเลยนะครับ
  80. 4:06ซึ่งไอ้แต่ละคอนโดหรือว่าแต่ละกานุ่ม
  81. 4:09เนี่ยก็จะเชื่อมต่อกันด้วย lamella ก็
  82. 4:13เปรียบเสมือนทางเชื่อมที่เชื่อมคอนโดแต่
  83. 4:16ละคอนโดเข้าด้วยกันทีนี้มาพูดถึงคอโรฟิel
  84. 4:19กันบ้างนะครับซึ่งคลอโรฟิลเนี่ยมันเป็น
  85. 4:22สารสีที่สามารถดูดกลืนพลังงานจากแสงและก็
  86. 4:26นำพลังงานนั้นน่ะไปใช้ในกระบวนการ
  87. 4:28สังเคราะห์ด้วยแสงได้นะฮะโดยคลอโรฟิลที่
  88. 4:31เราเคยได้ยินกันบ่อยๆก็คือคลอโรฟิล A
  89. 4:34คลอโรฟิล B ใช่มั้ยซึ่งไอ้ 2 ตัวเนี้ยมัน
  90. 4:37ดูดกลืนคลื่นแสงได้ดีในบางช่วงนะครับแต่
  91. 4:40เค้าจะดูดกลืนคลื่นแสงสีเขียวได้น้อยจึง
  92. 4:45สะท้อนแสงสีเขียวออกมาให้เราเห็นนั่นเอง
  93. 4:48เราก็จะเห็นว่าพืชส่วนใหญ่เป็นสีเขียวใช่
  94. 4:50มั้ยเพราะมันไม่ได้ดูดกลืนคลื่นแสงในช่วง
  95. 4:53แสงสีเขียวนะครับเอ่อเดี๋ยวขออธิบายการ
  96. 4:57ดูดกลืนแสงสักนิดนึงนะครับไอ้แสงที่มาจาก
  97. 5:01พระอาทิตย์เนี่ยเราเรียกว่าเป็นแสงขาวนะ
  98. 5:03เค้าเรียกว่าเป็นแสงที่ตามองเห็น visible
  99. 5:06light นะครับโดยถ้าเราใช้ปริซึมแยกแสง
  100. 5:10พวกนี้ออกมาเราจะพบว่ามันจะมีแสงสีม่วง
  101. 5:14คามน้ำเงินเขียวเหลืองแสดแดงอันนี้ก็เคย
  102. 5:16เรียนมาอยู่เนาะซึ่งไอ้แสงพวกนี้แหละนะ
  103. 5:20ครับถ้าเกิดมันไปตกกระทบวัตถุแล้วแล้ว
  104. 5:22วัตถุนั้นน่ะมันไม่ดูดกลืนคลื่นแสงสีไหน
  105. 5:25เนี่ยมันก็จะสะท้อนออกมาเป็นแสงสีนั้นๆนะ
  106. 5:28ฮะแต่ถ้าเกิดวัตถุไหนที่ดูดกลืนคลื่นแสง
  107. 5:31ทุกช่วงเลยเนี่ยนะครับก็จะเป็นวัตถุสีดำ
  108. 5:34แต่ถ้าเกิดว่าวัตถุไหนที่มันไม่ดูดกลืน
  109. 5:37เลยมันสะท้อนแสงออกมาทั้งหมดก็จะมองเห็น
  110. 5:39เป็นสีขาวนั่นเองที่เราเห็นวัตถุเป็นสี
  111. 5:42ต่างๆเนี่ยเพราะว่าวัตถุนั้นน่ะมันไม่ดูด
  112. 5:46กลืนคลื่นแสงในช่วงสีนั้นไปนะครับเพราะ
  113. 5:49ฉะนั้นเรามองเห็นต้นไม้เป็นสีเขียวแสดง
  114. 5:51ว่าพวกใบไม้เนี่ยมันไม่ดูดกลืนคลื่นแสงสี
  115. 5:54เขียวนะหรือบางทีเนี่ยเราอาจจะมองเห็นพืช
  116. 5:58เป็นสีส้มหรือสีแดงสีเหลืองอะไรพวกเนี้ย
  117. 6:00นะครับนั่นก็คือพืชเนี่ยมันไม่ดูดกลืน
  118. 6:03คลื่นแสงในช่วงนั้นๆนะครับโดยสารสีที่ส่ง
  119. 6:07ผลให้พืชมันไม่ดูดกลืนในช่วงคลื่นแสงสี
  120. 6:09นั้นก็คือแคโรทินอยนั่นเองทีนี้เรารู้
  121. 6:13พื้นฐานในโครงสร้างของคลอโรพลาสคลอโรฟิล
  122. 6:17รวมถึงแคโรทินอยแล้วนะครับการสังเคราะห์
  123. 6:20ด้วยแสงเนี่ยถ้าเกิดว่าจะเขียนเป็น
  124. 6:22ปฏิกิริยาง่ายๆก็สามารถเขียนได้เป็น 6
  125. 6:26คาร์บอนไดออกไซด์บวกกับ 6H2O
  126. 6:30ได้รับพลังงานจากแสงนะครับก็จะได้เป็น
  127. 6:33C6H12O6
  128. 6:35นั่นก็คือน้ำตาลกลูโคสนั่นเองและผลผลิต
  129. 6:39ที่ได้ออกมาด้วยนั่นก็คือได้ออกซิเจนอีก 6
  130. 6:42โมเลกุลนะฮะทีนี้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
  131. 6:46เนี่ยนะครับมักจะมีกระบวนการหลักๆเนี่ย
  132. 6:49อยู่ 2 กระบวนการที่เราควรจะรู้จักนะครับ
  133. 6:52กระบวนการที่ 1 ก็คือเริ่มจาก ADP และ
  134. 6:56NADP ซึ่งเปรียบเสมือนกับถ่านไฟนะฮะ 2
  135. 7:01ตัวนี้แต่เป็นถ่านไฟที่ถูกใช้จนถ่านหมด
  136. 7:05แล้วนะครับโดยจะถูกนำมาชาร์จเพื่อเติม
  137. 7:08พลังงานเข้าไปให้มันกลับมาใช้ได้เหมือน
  138. 7:11เดิมโดยพลังงานที่เติมเข้าไปเนี่ยได้มา
  139. 7:14จากแสงนะฮะเมื่อเค้าชาร์จไฟเสร็จแล้ว ADP
  140. 7:19ก็จะเปลี่ยนเป็น ATP นั่นก็คือadดิโนซีน
  141. 7:22ไตรฟอสเฟตใช่มั้ยส่วน NADP ก็จะได้เป็น
  142. 7:26NADPH
  143. 7:28ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้เป็นสารพลังงานสูงเทียบ
  144. 7:31ได้กับถ่านไฟที่มีแบตเตอรี่เต็ม 100% น่ะ
  145. 7:35นะครับเมื่อชาร์จไฟเสร็จแล้วนะครับก็จะ
  146. 7:38เข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 นั่นก็คือพลังงานที่
  147. 7:41ได้มาทั้ง 2 ตัวเนี่ยนะครับจะถูกนำไปใช้
  148. 7:45ในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพื่อนำ
  149. 7:48เอาคาร์บอนไดออกไซด์พวกนั้นเนี่ยมาสร้าง
  150. 7:50เป็นน้ำตาลและเมื่อพลังงานถูกใช้ไปแล้วนะ
  151. 7:53ครับพลังงานก็จะหมดเหลือเป็น ADP กับ NADP
  152. 7:57เหมือนเดิมก็จะวนหลุบกลับไปเป็นถ่านที่
  153. 8:01ถูกใช้ไฟหมดแล้วแล้วก็จะถูกนำกลับไปเติม
  154. 8:04พลังงานใหม่อีกรอบนะครับโดยทั้ง 2 ขั้น
  155. 8:07ตอนนะครับก็จะเกิดวนไปแบบนี้เรื่อยๆนะ
  156. 8:11ครับแล้วสุดท้ายพืชก็จะได้น้ำตาลออกมา
  157. 8:14นั่นเองซึ่งกระบวนการที่นำเอาพลังงานจาก
  158. 8:18แสงเนี่ยมาเติมให้กับสารพลังงานสูงหรือ
  159. 8:21ว่าการชาร์จแบตเนี่ย
  160. 8:22เราจะเรียกว่าเป็นปฏิกิริยาแสงนะครับซึ่ง
  161. 8:26จะเกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อหุ้มของไทราคอย
  162. 8:30ส่วนกระบวนการนำพลังงานไปใช้สร้างน้ำตาล
  163. 8:32เนี่ยเราจะเรียกว่าวัฏจักรเคลวินก็จะเกิด
  164. 8:36ขึ้นที่บริเวณ
  165. 8:38ของคอูลานะฮะที่เล่ามาทั้งหมดนั้นคือภาพ
  166. 8:42รวมคร่าวๆของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
  167. 8:45นะครับทีนี้เราจะมาทำการเจาะดูรายละเอียด
  168. 8:48ในแต่ละส่วนกันนะครับก็ทุกคนก็ตั้งสตินะ
  169. 8:52ครับแล้วก็มาพิจารณาในแต่ละส่วนกันเลย
  170. 8:58เราจะเริ่มจากตำแหน่งที่มีการชาร์จแบตกัน
  171. 9:02ก่อนนะครับหรือว่าปฏิกิริยาแสงนั่นเอง
  172. 9:07ก็จะมาดูว่าพลังงานจากคลื่นแสงเนี่ยนะ
  173. 9:10ครับมันจะถูกแปลงมาเป็นพลังงานทางเคมีได้
  174. 9:13อย่างไรก่อนอื่นนะครับให้เราเข้าใจว่าที่
  175. 9:16บริเวณเยื่อหุ้มของไทราคอยเนี่ยนะครับเขา
  176. 9:19จะมีโปรตีนที่เรียกว่าแอนทน่าหน้า complex
  177. 9:22ซึ่งภายในเนี่ยนะครับเขา้าจะประกอบไปด้วย
  178. 9:24พิกมหลายชนิดมากนะครับซึ่งทำหน้าที่รับ
  179. 9:27พลังงานจากแสงแล้วก็ถ่ายทอดพลังงานเนี่ย
  180. 9:30ไปเรื่อยๆนะครับจนสุดท้ายไปถึงบริเวณที่
  181. 9:33เรียกว่า reaction center หรือศูนย์กลาง
  182. 9:36ปฏิกิริยาโดยจะแบ่งออกเป็น 2 อันนะฮะนั่น
  183. 9:40ก็คือ reaction center ที่เรียกว่า p680
  184. 9:44ซึ่งอันนี้เราจะเรียกว่าระบบแสง 2 นะครับ
  185. 9:47หรือว่า PS2
  186. 9:50แล้วก็ Rection Center ที่เป็น P700 นะ
  187. 9:54ฮะซึ่งก็จะเรียกว่า PS1
  188. 9:58ซึ่งไอ้ตัวเลข 680 หรือว่า 700 เนี่ยมัน
  189. 10:02ก็คือ reaction Center คลอโอรฟieldที่
  190. 10:05มันสามารถดูดกลืนคลื่นแสงได้มากสุดประมาณ
  191. 10:08680 กับ 700 นาโนมตนั่นเองหรือจะให้เข้า
  192. 10:12ใจง่ายๆเลยก็คือมันจะมีระบบแสงหนึ่งซึ่ง
  193. 10:16มันดูดกลืนคลื่นแสงได้มากสุด 700 นาโนมต
  194. 10:19แล้วก็ระบบแสง 2 ซึ่งมันดูดกลืนคลื่นแสง
  195. 10:22ได้มากสุดก็คือ 680 นาโนมตเอาแบบนี้ก็ได้
  196. 10:25นะครับให้มันเข้าใจง่ายๆนะเมื่อแสง 700
  197. 10:29นาโนมตเนี่ยมากระตุ้นก็จะทำให้อิเล็กตรอน
  198. 10:32ในคอมเพกเนี่ยนะครับสูญเสียออกไปยัง
  199. 10:36ไซโตโคม B6F
  200. 10:38ซึ่งจะทำให้เกิดเอ่อโปรตอนGเดี้นขึ้นน่ะ
  201. 10:41นะครับนั่นก็คือมันจะทำการเพิ่มโปรตอน
  202. 10:44เข้าไปในรูเมนของไทราคอยหรือพูดง่ายๆก็
  203. 10:48คือจะมีการปั๊มโปรตอนจากด้านนอกเข้าสู่
  204. 10:51ชั้นในของไทราคอยนะฮะหลังจากนั้นไอ้
  205. 10:55อิเล็กตรอนเนี่ยมันก็จะกลับเข้าสู่
  206. 10:57reaction center เหมือนเดิมนะครับพูด
  207. 11:00ง่ายๆคือไอ้อิเล็กตรอนเนี่ยก็จะวิ่งกลับ
  208. 11:03เข้าไปที่เดิมแต่เอาจริงๆแล้วนะครับตรง
  209. 11:06นี้มันจะวิ่งผ่านตัวพาอิเล็กตรอนหลายตัว
  210. 11:08กว่านี้นะครับแต่เราพูดง่ายๆว่ามันวิ่ง
  211. 11:12กลับที่เดิมก็แล้วกันนะเข้าใจง่ายดีซึ่ง
  212. 11:15การที่อิเล็กตรอนมันโดนแสง 700 นาโนเมต
  213. 11:19แล้วมันวิ่งออกมาแต่สุดท้ายมันวิ่งกลับ
  214. 11:22ที่เดิมเนี่ยนะครับเราจะเรียกลักษณะแบบ
  215. 11:24นี้ว่ามันเป็นปฏิกิริยาแบบเป็นวัถจักรก็
  216. 11:27เพราะว่าอิเล็กตรอนมันวิ่งกลับไปที่เดิม
  217. 11:30นั่นแหละนะครับแต่ตอนที่อิเล็กตรอนมัน
  218. 11:33วิ่งเข้าที่ไซโตโคม B6F เนี่ยนะครับมันทำ
  219. 11:37ให้เกิดการปั๊มโปรตอนเข้ามาใช่มั้ยก็เลย
  220. 11:40เกิดเป็นโปรตอนเดี้นทีนี้ไอ้โปรตอนพวก
  221. 11:43เนี้ยมันก็จะหาทางออกนะฮะโดยทางออกมีทาง
  222. 11:47ออกเดียวนั่นก็คือมันจะมีโปรตีนตัวนึง
  223. 11:50ชื่อว่า ATP Synteสซึ่งไอ้พวกโปรตอนพวก
  224. 11:53นี้แหละมันก็จะไหลออกทาง ATP synteสนะ
  225. 11:56ครับทำให้ตอนที่โปรตอนมันไหลออกไปเนี่ย
  226. 12:00มันจะอาศัยการไหลของโปรตอนเพื่อเอามา
  227. 12:03สร้าง ATP ถึงตรงนี้เราก็จะเห็นแล้วนะ
  228. 12:06ครับว่าไอ้ ADP เนี่ยหรือว่าถ่านไฟฉายที่
  229. 12:09มันหมดไฟไปแล้วเนี่ยมันก็มาเปลี่ยนเป็น
  230. 12:12ATP ในขั้นตอนนี้แหละนะครับแต่มันยังไม่
  231. 12:17จบแค่นี้นะครับมันจะมีอีกเหตุการณ์นึงนะ
  232. 12:20ครับนั่นก็คือเมื่อแสง 680 นาโนมตมา
  233. 12:24กระตุ้นที่ระบบแสง 2 antenna complex
  234. 12:28เนี่ยนะครับมันจะทำให้อิเล็กตรอนเนี่ยสูญ
  235. 12:31เสียออกไปยังไตโคม complex B6F เมื่อ
  236. 12:34อิเล็กตรอนเข้าสู่ไซโตโคม B6F แล้วนะครับ
  237. 12:37มันก็จะเกิดโปรตอนเดี้นเหมือนเดิมนะฮะแต่
  238. 12:40คราวนี้ไอ้อิเล็กตรอนที่มันหลุดออกมา
  239. 12:43เนี่ยมันไม่วนกลับไปที่เดิมน่ะสิแต่มัน
  240. 12:46กลับกระโดดไปที่โปรตีนอีกตัวนึงนึงชื่อ
  241. 12:48ว่าพาสโตไซยานินแล้วก็เข้าไปที่โปรตีน
  242. 12:52complex ของระบบแสงหนึ่งทีนี้ไอ้โปรตีน
  243. 12:55complex ระบบแสง 1 เนี่ยมันก็รับแสง 700
  244. 12:58นาโนเมตมาเหมือนกันใช่มั้ยครับมันก็เลยทำ
  245. 13:01ให้ไอ้อิเล็กตรอนตัวเนี้ยมันหลุดออกไปอีก
  246. 13:03ทีนี้มันหลุดเป็นครั้งที่ 2 แล้วใช่มั้ย
  247. 13:05ครับมันไม่คิดที่จะกลับบ้านและเพราะว่า
  248. 13:08อยู่ตรงนู้นก็โดน 680 มาตู้มใส่ใช่มั้
  249. 13:12ครับมาซ่อนอยู่ตรงนี้ก็โดน 700 นาโนมตมา
  250. 13:15ตู้มใส่อีกมันก็เลยรู้สึกว่าอยู่อยู่ไม่
  251. 13:18ไหวอยู่ไม่ไหวอยู่ไม่ไหวเฮ้ยไอ้โปรตีนพวก
  252. 13:21นี้มันช่างน่ากลัวก๊กลัวอ้าวกูไม่อยาก
  253. 13:24อยู่นะครับมันก็เลยหลุดแล้วก็กระโดดออกไป
  254. 13:28ซึ่งไอ้จังหวะที่มันหลุดออกไปนี่แหละนะ
  255. 13:31ครับมันมีตัวนึงมาชิงเอาอิเล็กตรอนก็คือ
  256. 13:35NADP
  257. 13:37ก็จะได้เป็น NAPH
  258. 13:40นั่นเองแต่มันยังไม่จบแค่นั้นนะครับเพราะ
  259. 13:43ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่อิเล็กตรอนมันกระโดด
  260. 13:47เข้าไปที่ไซโตโคม complex B6F อ่ะมัน
  261. 13:51เกิดการปั๊มโปรตอนเข้ามาใช่มั้ครับทำให้
  262. 13:53เกิดโปรตอนเกดนเกิดขึ้นแล้วไอ้โปรตอนเกดน
  263. 13:57เนี่ยมันก็หาทางออกเหมือนเดิมนะครับแล้ว
  264. 14:00มันก็ดั้นไปออกทางเดิมนั่นก็คือตำแหน่ง
  265. 14:03ที่เป็น ATP syntaxสแล้วก็ได้เป็น ATP
  266. 14:07นั่นเองทีนี้ถ้าเกิดว่าเรามองย้อนกลับไป
  267. 14:11ตรงตำแหน่งที่มีแสง 680 นาโนมตมากระตุ้น
  268. 14:14เนี่ยนะครับเราจะเห็นว่ามันสูญเสีย
  269. 14:17อิเล็กตรอนออกไปแล้วแล้วอิเล็กตรอนมันบอก
  270. 14:19ว่าไงนะกูไม่อยากอยู่ใช่มั้แล้วมันก็หนี
  271. 14:21ออกไปเลยนะฮะมันก็เลยทำให้ PS2 Antenna
  272. 14:26complex หรือโปรตีน complex ระบบแสง 2
  273. 14:29เนี่ยมันสูญเสียอิเล็กตรอนออกไปแล้วมัน
  274. 14:31ไม่เสถียรนะฮะมันก็เลยต้องหาอิเล็กตรอน
  275. 14:35เนี่ยกลับมาเติมให้มันเหมือนเดิมนะฮะแล้ว
  276. 14:38จะเอาอิเล็กตรอนจากไหนมาเติมให้นะครับก็
  277. 14:41มีพระเอกตัวนึงนะครับที่แบบมาแบบหล่อๆเลย
  278. 14:43แล้วบอกว่าเธอเธอก็เอาอิเล็กตรอนจากชั้น
  279. 14:47ไปสิไอ้พระเอกตัวนั้นมันก็คือ H2O นั่น
  280. 14:51เองเพราะฉะนั้นโปรตีนคอเพมันสูญเสีย
  281. 14:55อิเล็กตรอนออกไปแต่มันกลับมาเสถียรได้ก็
  282. 14:58เพราะมีน้ำที่พืชดูดขึ้นไปจากรากนั่นเอง
  283. 15:01นะครับซึ่งเราจะเรียกกระบวนการที่น้ำมัน
  284. 15:06ให้อิเล็กตรอนกับโปรตีนของระบบแสงเนี่ย
  285. 15:08ว่าโฟตisนะครับโฟโตก็แสงไisก็แปลว่าการ
  286. 15:13ตัดนะครับการตัดแสงหรือเปล่าไม่แน่ใจ
  287. 15:16เหมือนกันนะครับไปหาดูเอาเองซึ่งน้ำ H2O
  288. 15:18เมื่อเติมเข้าไปแล้วนะครับมันก็จะเหลือ
  289. 15:21เป็น O2 ซึ่ง O2 ที่ว่านี้ก็คือเป็น
  290. 15:24ออกซิเจนที่พืชมันปล่อยออกมานั่นเองนะ
  291. 15:27เพราะฉะนั้นการสังเคราะห์ด้วยแสงแล้วได้
  292. 15:30ออกซิเจนออกมาก็คือได้มาจากตรงนี้แหละนะ
  293. 15:32ครับโดยเราจะเห็นว่าอิเล็กตรอนที่มันเสีย
  294. 15:35ไปแล้วเนี่ยมันไม่หวนกลับคืนมาเลยนะครับ
  295. 15:39ไอ้ไซโตโคมcompeกเนี่ยต้องไปหาอิเล็กตรอน
  296. 15:41มาจากที่อื่นการที่มันไม่หวนกลับคืนมา
  297. 15:44เนี่ยเราก็เลยเรียกปฏิปฏิกิริยานี้ว่า
  298. 15:46ปฏิกิริยาแบบไม่เป็นวัฏจักรนะครับก็เสริม
  299. 15:51นิดนึงนะครับระบบแสง 1 หรือว่า PS1 หรือ
  300. 15:54จะเรียกว่า P700 ก็ได้นะครับส่วนระบบแสง 2
  301. 15:58PS2 หรือ P680 ก็ได้นะฮะทีนี้เราลองมา
  302. 16:03เปรียบเทียบปฏิกิริยาแบบเป็นวัฏจักรกับ
  303. 16:06ไม่เป็นวัฏจักรดูนะครับว่ามันมีความ
  304. 16:08เหมือนและแตกต่างกันยังไงสำหรับระบบแสงนะ
  305. 16:11ครับปฏิกิริยาแบบเป็นวัฏจักรเนี่ยจะเป็น
  306. 16:14ระบบแสง 1 นะครับ PS1 หรือว่า P700 ส่วน
  307. 16:18ปฏิกิริยาแบบไม่เป็นวัฏจักรนะครับก็จะมี
  308. 16:21ทั้งระบบแสง 2 หรือว่า PS2 หรือ P680 กับ
  309. 16:26ระบบแสง 1 นะครับแสงที่เกี่ยวข้องถ้าเกิด
  310. 16:29ว่าเป็นปฏิกิริยาแบบเป็นวัฏจักรก็จะเป็น
  311. 16:33แสง 700 นาโนมตส่วนปฏิกิริยาแบบไม่เป็น
  312. 16:36วัฏจักรก็จะมีแสง 680 นาโนมตและ 700
  313. 16:40นาโนมตนะครับการสร้าง ATP นี้ทั้ง 2
  314. 16:45ปฏิกิริยานี้มีการสร้าง ATP เหมือนกันนะ
  315. 16:48ครับส่วน NADPH เนี่ยนะครับปฏิกิริยาแบบ
  316. 16:51เป็นวัจจักรไม่มีการสร้างนะครับจะมีการ
  317. 16:54สร้างเฉพาะปฏิกิริยาแบบไม่เป็นวัฏจักร
  318. 16:57สำหรับ NADP ส่วนโฟโตไลซิสนี้ในปฏิกิริยา
  319. 17:01แบบเป็นวัฏจักรไม่มีนะฮะจะมีเฉพาะใน
  320. 17:05ปฏิกิริยาแบบไม่เป็นวัฏจักรออกซิเจนนะ
  321. 17:08ครับจะเกิดขึ้นเฉพาะในปฏิกิริยาแบบไม่
  322. 17:11เป็นวัฏจักรนะฮะไอ้ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย
  323. 17:13ก็ต้องกลับไปแล้วก็ฟังแล้วก็เขียนออกมา
  324. 17:16ให้มันเป็นของตัวเองอ่ะไม่งั้นไปลอกของคน
  325. 17:18อื่นมายังไงมันก็ไม่รู้เรื่องแล้วก็ไม่
  326. 17:20เข้าใจนะครับสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกเราเข้า
  327. 17:23ใจก็คือพวกเราสามารถเขียนแผนภาพหรือว่า
  328. 17:25เขียนโฟชารของเรื่องนั้นๆได้เว้ยลองเอาไป
  329. 17:29ทำกันดูนะครับโอเคนะครับเมื่อกี้เราได้
  330. 17:34สารพลังงานสูงมาแล้วนั่นก็คือ ATP กับ
  331. 17:36NADPH คือเราชาร์จแบตมาแล้วลำดับถัดไปก็
  332. 17:40คือเราต้องเอาสารพลังงานสูงพวกเหล่าเนี้ย
  333. 17:43เนี่ยนะครับไปใช้เพื่อปั่นวัฏจักรซึ่งไอ้
  334. 17:46วัฏจักรเนี่ยมันก็จะเอาแก๊ส
  335. 17:47คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศนะครับที่มันเข้า
  336. 17:50มาทางปากใบนะไปใช้เพื่อสร้างน้ำตาลซึ่ง
  337. 17:54กระบวนการนี้เราเรียกว่าวัฏจักรเคลวิน
  338. 17:58เสริมนิดนึงนะครับก่อนหน้านี้เราพูดถึง
  339. 18:00ปฏิกิริยาแสงใช่มั้ยหรือ light reaction
  340. 18:03ทีนี้เราก็จะพูดถึงวัฏจักรเคลินแต่ทีนี้
  341. 18:06วัฏจักรเคลวินหรือว่าการตึง
  342. 18:08คาร์บอนไดออกไซด์ที่จะพูดถึงต่อไปเนี้ย
  343. 18:10เมื่อก่อนเขาเรียกว่า dark reaction
  344. 18:12ซึ่งปัจจุบันอันนี้ไม่เรียกแล้วนะครับมัน
  345. 18:14เชยแล้วนะครับมันไม่ถูกต้องนะฮะเราอย่าไป
  346. 18:17เรียกว่า Dark Rection นะครับอ่ะก่อน
  347. 18:20อื่นนะครับพืชเนี่ยมันอยากจะสร้างน้ำตาล
  348. 18:23กลูโคสใช่มั้ยซึ่งน้ำตาลกลูโคสเนี่ยมัน
  349. 18:26เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 6 อะตอมแต่น้ำตาล
  350. 18:29ที่มีคาร์บอนน้อยสุดเนี่ยที่สามารถสร้าง
  351. 18:32ได้ง่ายที่สุดก็คือเป็นน้ำตาลที่มี
  352. 18:34คาร์บอน 3 อะตอมนะครับอันนี้โน้ตไว้โอเค
  353. 18:37นะครับเดี๋ยวเรามาเริ่มวัฏจักร Kvin หรือ
  354. 18:40ว่า Kvin Circle กันนะครับซึ่งวัฏจักร
  355. 18:42จากเควินเนี่ยมันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3
  356. 18:45ขั้นตอนใหญ่ๆนะฮะขั้นตอนแรกเราเรียกว่า
  357. 18:48คาร์บoationขั้นตอนถัดไปนะครับเราเรียก
  358. 18:51ว่า reduction และขั้นตอนสุดท้ายคือ
  359. 18:54regeneration เรามาเริ่มขั้นตอนแรกกัน
  360. 18:57ก่อนนะครับนั่นก็คือคารboxation
  361. 19:00ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าคาร์บอกซึ่งมัน
  362. 19:02ต้องเกี่ยวกับอะไรครับเกี่ยวกับการจับ
  363. 19:05คาร์บอนใช่มั้ฮะทีนี้พืชมันจะไปจับ
  364. 19:07คาร์บอนในอากาศได้ยังไงมันจะมีสารตัวนึง
  365. 19:10ครับซึ่งมันจับคาร์บอนได้โคตรโคตรดีเป็น
  366. 19:13สารที่มีคาร์บอน 5 อะตอมนะฮะสารตัวนี้มัน
  367. 19:16ชื่อว่า Rubp
  368. 19:18โดย Rubp 1 ตัวเนี่ยมันจะไปจับกับ
  369. 19:21คาร์บอนได้ 1 ตัวนะครับแต่ทีนี้เราอยาก
  370. 19:23ได้น้ำตาลที่สร้างได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือ
  371. 19:27น้ำตาล 3 คาร์บอนเราก็เลยต้องใช้ Rubp 3
  372. 19:31ตัวโดยเริ่มจาก Rubp 3 ตัวนะครับไปจับ
  373. 19:35กับคาร์บอน 3 คาร์บอนได้มาเป็นสารตัวนึง
  374. 19:39นะครับซึ่งเป็นสาร 6 คาร์บอน 3 ตัวให้
  375. 19:43เป็นสาร X ก็แล้วกันนะครับแต่สารตัวนี้
  376. 19:45มันไม่เสถียรนะครับมันก็เลยต้องเปลี่ยนไป
  377. 19:48เป็นสารตัวอื่นนั่นก็คือเปลี่ยนไปเป็น PGA
  378. 19:52ซึ่งเป็นสาร 3 คาร์บอนอะตอมนะครับได้ออก
  379. 19:54มาทั้งหมด 6 ตัวคือถ้าเกิดใครงงนะครับให้
  380. 19:58เข้าใจแบบนี้นะครับว่า Rub 1 ตัวมี 5
  381. 20:01คาร์บอนมันก็เหมือนกับคนที่เข้าแถวตอนลึก
  382. 20:031 แถวแต่ละแถวมี 5 คนนั่นเองนะครับแต่
  383. 20:06เราเอามา 3 ตัวใช่มั้ยก็คือมีทั้งหมด 3
  384. 20:10แถวแถวละ 5 คนพอมันไปจับกับคาร์บอนก็คือ
  385. 20:13เติมเข้าไปจากเดิมแถวละ 5 คนก็จะเป็นแถว
  386. 20:16ละ 6 คนแต่ทีนี้เราอยากจะแบ่งออกมาเป็น
  387. 20:18แถวตอนลึก 6 แถวนั่นก็คือแบ่งออกมาเป็น
  388. 20:22PGA 6 ตัวซึ่งแต่ละตัวหรือแต่ละแถว
  389. 20:25เนี่ยมันก็ต้องเป็น 3 คาร์บอนหรือว่า 3
  390. 20:27คนนั่นเองนะครับก็ใครดูภาพประกอบก็ลองดู
  391. 20:31เพิ่มเติมนะครับเนี่ยก็สิ้นสุดกระบวนการ
  392. 20:34ที่เรียกว่าคาร์บอกนะครับถัดไปก็จะเข้า
  393. 20:37สู่กระบวนการที่เรียกว่า reduction
  394. 20:40ซึ่งรีดักชเนี่ยเริ่มจาก PGA 6 ตัวที่
  395. 20:43ได้จากกระบวนการคาร์บoอกซิลชเนี่ยนะครับ
  396. 20:45มันได้รับการเติมพลังงานจาก ATP 6 ATP
  397. 20:49แล้วก็ NAD 6 ตัวก็เติมพลังงานตู้มๆเข้า
  398. 20:53ไปนะครับได้สารที่มีชื่อว่า G3P หรือ PGAL
  399. 20:59ซึ่งเรียกอันไหนก็ได้นะครับมันเป็นสารตัว
  400. 21:01เดียวกันจะเรียก G3P หรือ PGAL ก็แล้วแต่
  401. 21:05นะครับซึ่งสารพวกนี้นะครับมันเป็นสาร 3
  402. 21:09คาร์บอนหรือว่า C3 ทั้งหมด 6 ตัวโดยพวก
  403. 21:12นี้แหละนะครับมันคือผลิตภัณฑ์
  404. 21:14คาร์โบไฮเดรต 3 คาร์บอนที่สามารถนำไป
  405. 21:16สร้างเป็นน้ำตาลชนิดอื่นๆได้นะฮะรวมถึง
  406. 21:19น้ำตาลกลูโคสด้วยหมายความว่าเราได้สารที่
  407. 21:22สามารถนำไปสร้างน้ำตาลได้แล้วนะครับได้มา
  408. 21:24กี่ตัวครับ 6 ตัวแต่พืชเนี่ยนะครับมันมี
  409. 21:28ความฉลาดนั่นก็คือมันจะนำเอาไอ้สารพวก
  410. 21:31เนี้ย G3P หรือ PGAL เนี่ยไปใช้แค่ 1 ตัว
  411. 21:35เท่านั้นนะครับส่วนไอ้ 5 ตัวที่เหลือ
  412. 21:37เนี่ยมันจะเอาไปขับเคลื่อนวัฏจักรต่อหรือ
  413. 21:40พูดง่ายๆก็คือเหมือนกับว่าเรามีเงินอยู่ 6
  414. 21:43บาทแต่ว่าเราเอาเงินเนี่ยมาใช้แค่ 1 บาท
  415. 21:47ส่วนอีก 5 บาทเราเอาไปลงทุนต่อเพื่อจะให้
  416. 21:50ได้เงิน 6 บาทอีกครั้งนึงแล้วก็ทำแบบ
  417. 21:53เนี้ยไปเรื่อยๆนั่นก็คือเก็บทีละ 1 บาท
  418. 21:56หลายๆครั้งเราก็จะได้เงินมาใช้เพิ่มขึ้น
  419. 21:58เยอะๆใช่มั้ยนั่นหมายความว่าไอ้ G3P หรือ
  420. 22:02ว่า PGAL อีก 5 ตัวเนี่ยจะต้องถูกนำกลับ
  421. 22:05ไปเปลี่ยนเป็น Rubp อีกรอบรอบนึงนะครับ
  422. 22:09โดยการเปลี่ยนกลับไปเป็น Rubp เนี่ยนะ
  423. 22:12ครับไอ้ G3P หรือ PGAL เนี่ยจะได้รับพลัง
  424. 22:15งานทั้งหมด 3 ATP นะฮะเพื่อที่จะเปลี่ยน
  425. 22:18กลับไปเป็น Rubp 3 Rub นะฮะก็จะกลับไป
  426. 22:24ที่ต้นวัฏจักรซึ่งกระบวนการที่เปลี่ยนจาก
  427. 22:27PGAL หรือว่า G3P กลับไปเป็น RUVP นี้
  428. 22:31เราเรียกว่า Regeneration นั่นเอง
  429. 22:35ทีนี้ที่เล่ามาทั้งหมดเนี่ยนะครับมันก็
  430. 22:38คือวัฏจักรเคลินเนี่ยมันหมุน 3 รอบนะฮะ
  431. 22:41แต่ถ้าเกิดอยากได้น้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็น
  432. 22:43น้ำตาล C6 เนี่ยจะต้องหมุนวัฏจักรเควิน
  433. 22:47กี่รอบครับถูกต้องครับต้องหมุนทั้งหมด 6
  434. 22:50รอบนั่นเอง
  435. 22:53เอาล่ะนะครับที่พูดถึงมานี้ก็คือเป็นการ
  436. 22:56สังเคราะห์ด้วยแสงนะครับที่พืชทุกชนิด
  437. 22:58เนี่ยต้องดำเนินกิจกรรมนี้นะครับเพื่อที่
  438. 23:02จะสร้างอาหารออกมาแต่เนื่องจากพื้นที่
  439. 23:05หรือสภาพอากาศที่พืชอาศัยอยู่นั้นมันค่อน
  440. 23:08ข้างที่จะแตกต่างกันนะฮะซึ่งบางพื้นที่ก็
  441. 23:11มีอากาศร้อนบางพื้นที่ก็มีอากาศเย็นบาง
  442. 23:14พื้นที่มีฝนตกชุ่มฉ่ำมากนะครับและบางพื้น
  443. 23:19ที่ก็มีสภาพที่ค่อนข้างที่จะแห้งแล้งเรา
  444. 23:23ก็เลยสามารถแบ่งพืชออกได้เป็น 3 กลุ่มตาม
  445. 23:26ลักษณะการสร้างอาหารของพืชนะครับพืชกลุ่ม
  446. 23:29แรกที่เราจะกล่าวถึงนั่นก็คือพืช C3
  447. 23:34สำหรับพืชกลุ่มนี้นะครับก็เป็นพืชทั่วไป
  448. 23:37เลยนะครับที่ได้รับน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาล
  449. 23:40เนาะโดยพืชกลุ่มนี้นะครับถ้าเกิดว่าขาด
  450. 23:43น้ำระยะเวลานึงเนี่ยปากใบเขาจะปิดเพื่อลด
  451. 23:46การสูญเสียน้ำออกไปนะครับคือจริงๆแล้วพืช
  452. 23:50เขาค้าเปิดปากใบเพื่อหายใจนะครับนั่นก็
  453. 23:52คือเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาแล้วก็
  454. 23:54ปล่อยแก๊สออกซิเจนออกไปแต่ทุกครั้งที่พืช
  455. 23:58มันเปิดปากใบเนี่ยมันจะสูญเสียน้ำออกไป
  456. 24:00เราเรียกว่าการคลายน้ำมันเปรียบเสมือนกับ
  457. 24:03การที่เราอ้าปากเพื่อที่จะพูดแต่น้ำลาย
  458. 24:06มันดั้นกระเด็นออกไปในตอนที่เราพูดด้วย
  459. 24:08เหมือนกันนะครับเราอ้าปากเพื่อพูดหรือหาย
  460. 24:11ใจแต่น้ำลายมันดันออกไปด้วยนั่นเองซึ่ง
  461. 24:15ถ้าหากว่าพืชมันสูญเสียน้ำออกไปทางปากใบ
  462. 24:18เยอะๆเนี่ยปากใบมันจะปิดนะฮะพอปากใบปิด
  463. 24:21แล้วเนี่ยคาร์บอนไดออกไซด์เนี่ยมันก็เข้า
  464. 24:23มาในใบไม่ได้ใช่มยส่งผลให้ Rubp เนี่ยมัน
  465. 24:27ไม่สามารถจับกับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แต่
  466. 24:30มันจะไปจับกับออกซิเจนแทนเพราะออกซิเจน
  467. 24:34มันก็จะคั่งอยู่ในใบซึ่งแน่นอนครับไอ้
  468. 24:37Rubp มันไม่ได้จับกับคาร์บอนไดออกไซด์
  469. 24:40มันก็เลยทำให้วัฏจักรเคลวินเนี่ยมันไม่
  470. 24:43เกิดขึ้นส่งผลให้พืชมันไม่สามารถสร้าง
  471. 24:46อาหารได้นะฮะโดยเหตุการณ์ที่ Rub
  472. 24:50ออกซิเจนเนี่ยเราเรียกว่า Photation หรือ
  473. 24:53ว่าการหายใจแสงใช่มั้วะใช่ป่ะภาษาไทยใช้
  474. 24:58คำนี้มั้ยไม่รู้เหมือนกันนะฮะซึ่งถ้าเกิด
  475. 25:01ว่าเรามาดูโครงสร้างไอ้พืช C3 เนี่ยนะ
  476. 25:04ครับเราจะพบว่าชั้นมีโซฟิเนี่ยมันจะ
  477. 25:07ประกอบไปด้วยพาิมีโซฟซึ่งมีลักษณะเป็น
  478. 25:11เซลล์ยาวๆเรียงอยู่ที่ด้านหลังใบนะฮะแล้ว
  479. 25:14ก็จะมีสปongyมีโซฟซึ่งเป็นลักษณะเซลล์
  480. 25:18เป็นก้อนๆคล้ายกับฟองน้ำอยู่ที่บริเวณ
  481. 25:21ท้องใบแล้วก็มีชั้น buundle sheีทนะครับ
  482. 25:24ที่ล้อมรอบมัดท่อลำเรียงเอาไว้ก็ถ้าเกิด
  483. 25:27ใครดูภาพตามก็ตามภาพนี้เลยนะครับส่วนพืช
  484. 25:31อีกกลุ่มนึงนะครับที่อยู่ในพื้นที่ที่
  485. 25:34แห้งแล้งเราเรียกว่าพืช C4 4
  486. 25:37ซึ่งพืชพวกนี้นะครับมีประสิทธิภาพในการ
  487. 25:40ใช้น้ำสูงกว่าพืช C3 และเหมาะสมกับสภาพ
  488. 25:43อากาศที่ร้อนและแห้งแล้งมากกว่าพืช C3 นะ
  489. 25:47ครับก็ถ้าเกิดจะให้พูดเป็นภาษาคนง่ายๆก็
  490. 25:50คือพืชพวกนี้มันทนแล้งได้ดีกว่าพืช C3
  491. 25:52นั่นเองโดยหากดูโครงสร้างใบของพืชพวกนี้
  492. 25:56นะครับเอาใบมาตัดขวางดูเราจะพบว่าชั้น
  493. 26:00buundิลSheีทเนี่ยมันจะเรียงล้อมรอบมัด
  494. 26:02ท่อลำเรียงเช่นเดียวกับพืช C3 นั่นแหละ
  495. 26:05แต่ถัดออกมาจาก Buundle Sheat เนี่ยเขา
  496. 26:07จะมีชั้นที่เรียกว่าเป็นคลอโรฟิลเซลล์
  497. 26:09เนี่ยเรียงล้อมรอบbuundิล She นะครับซึ่ง
  498. 26:12การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C4 เนี่ย
  499. 26:15เขาจะเกิดที่ชั้นมีโซฟิวนะฮะโดยสารที่
  500. 26:18เข้าตึงคาร์บอนไดออกไซด์สารแรกนะครับก็
  501. 26:21คือ PEP ซึ่งเป็นสารที่มี 3 คาร์บอนไอ้
  502. 26:25PEP ก็จะเข้าไปจับกับคาร์บอนไดออกไซด์
  503. 26:28ได้เป็น OA ซึ่งเป็นสาร 4 คาร์บอนนะครับ
  504. 26:33หลังจากนั้น OA ก็จะถูกนำเข้าไปในชั้น
  505. 26:36buundle sheat แล้วก็เปลี่ยนเป็นมาลด
  506. 26:39โดยมาลดเนี่ยก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
  507. 26:41ให้กับ Rubp เพื่อที่จะเข้าสู่วัฏจักร
  508. 26:45เคลวินต่อไปนะครับส่วนโครงสร้างคาร์บอน
  509. 26:48ที่เหลือจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออก
  510. 26:50มาแล้วเนี่ยก็จะถูกส่งกลับไปเพื่อสร้าง
  511. 26:54PEP ใหม่ในชั้นมีโซฟิลเพื่อที่จะเข้าตึง
  512. 26:58คาร์บอนไดออกไซด์ในรอบถัดไปอีกครั้งนึงนะ
  513. 27:00ครับซึ่งจะเห็นว่าคาร์บอนไดออกไซด์เนี่ย
  514. 27:04ถูกตรึง 2 ครั้งนะครับนั่นก็คือตึงครั้ง
  515. 27:06แรกจาก PEP และตรึงครั้งที่ 2 ก็คือจาก
  516. 27:11Rubp ซึ่งต่างจากพืช C3 นะครับที่จะตึง
  517. 27:15คาร์บอนไดออกไซด์เพียงครั้งเดียวนั่นก็
  518. 27:17คือตรึงครั้งแรกก็ใช้ Rubp แล้วเข้า
  519. 27:19วัฏจักรเคลินเลยนะครับทีนี้มีเกล็ดมาเล่า
  520. 27:23ให้ฟังเล็กน้อยนะครับนั่นก็คือพืช C3
  521. 27:26เนี่ยก็คือสารตัวแรกที่ตึงได้เป็นสาร 3
  522. 27:29คาร์บอนนั่นก็คือ PGA ส่วนพืช C4 เนี่ย
  523. 27:33สารตัวแรกที่ตึงได้เนี่ยมี 4 คาร์บอนนะ
  524. 27:36ครับนั่นก็คือ oa นั่นเองแต่ก็จะมีพีดอีก
  525. 27:42พูดอะไรไปเนี่ยแต่ก็จะมีพืชอีกพวกนึงนะ
  526. 27:45ครับที่อยู่ในที่แห้งแล้งมากนะฮะซึ่งมัน
  527. 27:49แห้งแล้งจนต้องลดรูปใบให้กลายไปเป็นหนาม
  528. 27:52นะครับเพื่อลดการคายน้ำนั่นก็คือพวกพืช
  529. 27:56ทะเลทรายนั่นเอง
  530. 27:59โดยหากพืชพวกนี้นะครับมันเปิดปากใบเพื่อ
  531. 28:02ตึงคาร์บอนไออกไซด์ในตอนกลางวันเนี่ยน้ำ
  532. 28:05ในโครงสร้างของมันจะสูญเสียออกไปแล้วมัน
  533. 28:09ก็จะแห้งตายห่ากันพอดีนะครับพืชพวกนี้ก็
  534. 28:13เลยปรับกลยุทธ์ในการตึงคาร์บอนไดออกไซด์
  535. 28:16นะครับจากที่ตึงคาร์บอนไดออกไซด์ตอนกลาง
  536. 28:18วันเนี่ยก็จะไปตึงคาร์บอนไดออกไซด์ในตอน
  537. 28:22กลางคืนแทนนะฮะโดยสารที่เข้าตึง
  538. 28:26คาร์บอนไดออกไซด์ก็เหมือนกับพืช C4 เลยนะ
  539. 28:28ฮะนั่นก็คือ PEP เมื่อ PEP เข้าจับกับ
  540. 28:32คาร์บอนไดออกไซด์ก็จะได้เป็น OA หลังจาก
  541. 28:36นั้นก็จะเปลี่ยนมาเป็นมาเลดและเก็บไว้ใน
  542. 28:39แวคคิโอนนะครับตลอดทั้งคืนพืชก็จะทำแบบ
  543. 28:43เนี้ยนะครับก็จะเข้าจับกับ
  544. 28:44คาร์บอนไดออกไซด์แล้วก็เอาสารที่ตรึงได้
  545. 28:47เนี่ยมาเก็บไว้ที่แวคคิโอนพอเข้าสู่ตอน
  546. 28:50กลางวันนะครับปากใบก็จะปิดซึ่งไอ้มาเลด
  547. 28:54ที่เก็บไว้ในแวคคิโอนก็จะปล่อย
  548. 28:56คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาไอ้ Rubp ก็จะไป
  549. 29:01ตรึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมา
  550. 29:04เพื่อที่จะเข้าวัฏจักรเคลวินเพื่อที่จะ
  551. 29:07สร้างน้ำตาลต่อนั่นเองนะครับคำถามก็คือ
  552. 29:10แล้วมึงทำไมไม่สร้างน้ำตาลตอนกลางคืนที่
  553. 29:14ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ได้เลยล่ะจะเก็บไว้
  554. 29:17ข้ามคืนทำไมคำตอบก็คือก็เพราะว่ากระบวน
  555. 29:21การสร้างอาหารหรือว่าวัฏจักรเคลวินเนี่ย
  556. 29:23นะครับมันต้องการพลังงานจากแสงเพื่อมา
  557. 29:27สร้างสารพลังงานสูงเพื่อที่จะไปขับ
  558. 29:29เคลื่อนวัฏจักรไงนั่นก็คือ ATP P กับ
  559. 29:32NADPH ใช่มยเพราะฉะนั้นเนี่ยมันจะสร้าง
  560. 29:36อาหารตอนกลางคืนไม่ได้เพราะมันไม่มีตัว
  561. 29:38ที่จะมาชาร์จแบตให้มันนะครับ
  562. 29:42ถ้าหากว่าเรามาเปรียบเทียบพืช C3 C4
  563. 29:45แล้วก็ CAM นะฮะตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
  564. 29:49ครั้งแรกเนี่ยนะครับพืช C3 จะใช้ Rubp ใน
  565. 29:52การเข้าตรึงนะฮะส่วน C4 กับ CAM จะใช้ PEP
  566. 29:57ใช่มั้ยส่วนผลิตภัณฑ์แรกที่ได้นะครับพืช
  567. 30:00C3 จะได้ PGA ส่วน C4 และ Cam จะได้ OA
  568. 30:06นะครับตำแหน่งที่มีการตึง
  569. 30:09คาร์บอนไดออกไซด์นะครับทั้งหมดนะครับจะ
  570. 30:11ตึงที่มีโซฟิว
  571. 30:13ส่วนวัฏจักรเคลวินที่เกิดขึ้นเนี่ยพืช C3
  572. 30:17กับพืช CAM จะเกิดที่มีโซฟิลส่วนพืช C4
  573. 30:21จะเกิดที่BuundิลSheีทนะการเปิดของปากใบ
  574. 30:25นั่นก็คือพืช C3 กับพืช C4 เนี่ยจะเปิด
  575. 30:28ปากใบตอนกลางวันส่วนพืช CAM จะเปิดปากใบ
  576. 30:31ตอนกลางคืนครับ[เพลง]
  577. 30:35เราก็ได้รู้ไปแล้วครับว่าพืชมันสร้าง
  578. 30:38อาหารยังไงกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
  579. 30:40เกิดขึ้นได้ยังไงนะครับแล้วอะไรบ้างล่ะ
  580. 30:44ที่มันส่งผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วย
  581. 30:46แสงมันจะมีปัจจัยอยู่ 5 อย่างนะครับที่จะ
  582. 30:50กล่าวถึงในพcสนี้นะฮะที่มันส่งผลต่อ
  583. 30:54กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชปัจจัย
  584. 30:57แรกก็คือความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์ฮะ
  585. 31:01โดยหากคาร์บอนไดออกไซด์ยิ่งเข้มข้นมาก
  586. 31:04เนี่ยการสังเคราะห์ด้วยแสงก็จะเกิดขึ้น
  587. 31:06มากนะครับแต่พอคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มไปจน
  588. 31:10ถึงจุดๆนึงเนี่ยกระบวนการสังเคราะห์ด้วย
  589. 31:13แสงเขา้าจะคงที่นะต่อให้คาร์บอนไดออกไซด์
  590. 31:17เพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้กระบวนการ
  591. 31:18สังเคราะห์ด้วยแสงก็จะหยุดอยู่ณจุดๆนี้
  592. 31:21แหละนะฮะเราเรียกจุดๆนี้ว่า
  593. 31:23คาร์บอนไดออกไซด์ Saturation Point ที
  594. 31:26นี้ขอพูดถึงอีกจุดนึงนะครับเราเรียกว่า
  595. 31:28คาร์บอนไดออกไซด์
  596. 31:30Compensation point มันก็คือจุดที่ความ
  597. 31:33เข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัตราการ
  598. 31:36สังเคราะห์ด้วยแสงเนี่ยสุทธิแล้วเป็น 0
  599. 31:38พูดง่ายๆก็คืออัตราการสร้าง
  600. 31:41คาร์บอนไดออกไซด์กับอัตราการใช้
  601. 31:43คาร์บอนไดออกไซด์เนี่ยมันเท่ากันนั่นเอง
  602. 31:46เอ้าพืชมันสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยหรอ
  603. 31:49คำตอบคือสร้างครับพืชสร้าง
  604. 31:51คาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหายใจระดับ
  605. 31:54เซลล์
  606. 31:56ปัจจัยถัดมานะครับนั่นก็คือความเข้มของ
  607. 31:59แสง
  608. 32:00หากแสงยิ่งมีความเข้มมากเนี่ยนะครับ
  609. 32:02กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงก็จะมากไปด้วย
  610. 32:06และเหมือนกับคาร์บอนไดออกไซด์เลยนะครับ
  611. 32:08เมื่อความเข้มแสงเนี่ยเข้มไปถึงจุดๆนึง
  612. 32:11แล้วต่อให้ความเข้มของแสงเข้มไปมากกว่า
  613. 32:14เนี้ยการสังเคราะห์ด้วยแสงก็จะคงที่นะ
  614. 32:17ครับเราเรียกจุดๆนี้ว่า light
  615. 32:20saturuation point นะฮะ
  616. 32:23ปัจจัยถัดมาก็คือปริมาณน้ำนะฮะอันนี้ง่าย
  617. 32:27มากนะครับโดยถ้าเกิดว่าน้ำมันมากไปก็ไม่
  618. 32:31ดีใช่มยแบบน้ำท่วมน่ะพืชก็ตายห่าหรือถ้า
  619. 32:34เกิดน้ำน้อยไปก็ไม่ดีนะครับก็จะเกิดโต
  620. 32:37respiration อีกแหละนะฮะปัจจัยถัดมาก็
  621. 32:40คือแร่ธาตุนะครับซึ่งแร่ธาตุเนี่ยมันเป็น
  622. 32:43องค์ประกอบของโครงสร้างของพืชนะฮะถ้าพืช
  623. 32:46มันขาดแร่ธาตุไปเนี่ยก็จะทำให้โครงสร้าง
  624. 32:49ของพืชเนี่ยมันเปลี่ยนแปลงไปนะครับโดย
  625. 32:51เฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างใบนะฮะถ้าเกิดว่า
  626. 32:55โครงสร้างใบเปลี่ยนไปเนี่ยชิบหายเลยนะ
  627. 32:58ครับสังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้สร้างอาหาร
  628. 33:00ไม่ได้นะครับและสุดท้ายนะครับก็คือ
  629. 33:03อุณหภูมิ
  630. 33:05ก็แน่นอนนะฮะถ้าเกิดว่าอุณหภูมิร้อนเกิน
  631. 33:07ไปพืชมันก็จะปิดปากใบทำให้กระบวนการ
  632. 33:11สังเคราะห์ด้วยแสงเนี่ยก็ต่ำลงไปด้วยนะ
  633. 33:14ครับนอกจากนี้อุณหภูมิยังมีผลต่อเอนไซม
  634. 33:17ด้วยนะครับโดยถ้าเกิดว่าอุณหภูมิสูงเกิน
  635. 33:20ไปเนี่ยหรือว่าร้อนเกินไปเนี่ยเอนไซม์มัน
  636. 33:22ก็ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรนะครับหรือถ้า
  637. 33:25เกิดว่าอุณหภูมิต่ำเกินไปเอนไซมก็ทำงาน
  638. 33:28ได้น้อยลงนะฮะมันต้องอุณหภูมิที่พอเหมาะ
  639. 33:32พอดีพืชถึงจะสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้
  640. 33:36นะครับแต่พอเหมาะพอดีณที่นี้ก็แล้วแต่
  641. 33:39ชนิดของพืชนะครับเพราะพืชแต่ละชนิดก็อยู่
  642. 33:42ในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายแตกต่างกันน่ะนะ
  643. 33:45ครับ
  644. 33:47โอเคนะครับทั้งหมดทั้งมวลนี้คือกระบวนการ
  645. 33:50สังเคราะห์ด้วยแสงหรือว่าการสร้างอาหาร
  646. 33:52ของพืชนะครับใครฟังมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่
  647. 33:54กดไลก์ให้แอดนะครับกดเลยนะครับเพราะพูด
  648. 33:57พูดจนปากเบียกปากแฉะหมดแล้วนะครับนั่งอัด
  649. 34:00อยู่นี้ก็คืออัดมาจะเป็นชั่วโมงเนี่ยไม่
  650. 34:02รู้ตัดออกมาจะถึงชั่วโมงหรือเปล่านะฮะใคร
  651. 34:06ที่อยากจะให้กำลังใจแล้วก็อยู่ด้วยกันยาว
  652. 34:08ๆนะครับก็อย่าลืมไปกดสมัครเป็นสมาชิกช่อง
  653. 34:11นะครับหรือถ้าเกิดว่ามีข้อจำกัดก็กดไลค์
  654. 34:15กด Subscribe แล้วก็คอมเมนต์ก็ได้นะครับ
  655. 34:17ทุกคอมเมนต์นี้มันเป็นกำลังใจที่ดีมากเลย
  656. 34:20นะครับแล้วก็ถือว่าเป็นฟีดแบคที่แอดมิน
  657. 34:22เอามาทำการปรับปรุงในการจัด Biocat นี้
  658. 34:26ด้วยนะครับยังไงก็เดี๋ยวไว้เจอกันใหม่
  659. 34:29biastสหน้านะครับสำหรับbiocสนี้ก็ขอกล่าว
  660. 34:33คำว่าสวัสดีครับ

About this transcript

This page contains the full transcript of BioCast ep.14 การสังเคราะห์ด้วยแสง (เต็มบท) by Bio Yab - ชีววิทยา หยาบๆ, generated from the public captions YouTube serves with the video. The transcript has 1,129 words across 660 segments, with the original timestamps preserved so you can click any line to jump to that moment in the embedded player.

What you can do with it

Use the transcript to take notes, quote the speaker, build a study guide, generate a summary with ChatGPT or Claude via the YouTube Summary tool, or export it as a timed subtitle file with YouTube to SRT. You can also re-open it in the transcriber to translate the transcript into 100+ languages.

Free YouTube transcript tool

YouTube2Text is a free YouTube transcript generator — no signup, no daily limit. Paste any YouTube link and get the full transcript instantly, with timestamps, click-to-jump, translation to 100+ languages, AI prompts for ChatGPT, Claude, and Gemini, and exports to TXT, SRT, VTT, or Markdown.